⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 468/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคัดค้านการบังคับคดีต้องกระทำก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หากการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้ว จะไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคสอง การคัดค้านการบังคับคดีต้องกระทำก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อการบังคับคดีได้เสร็จลงไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดและการขายทอดตลาด โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นชอบที่จะฟังพยานหลักฐานจากการสืบพยานทั้งสองฝ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องละเมิดเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์รับฟังได้หรือไม่ และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใด การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและมีคำพิพากษาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาย่อมย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ไถนาคันที่ถูกยึดและขายทอดตลาดไปในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๖๖/๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๑๑๖๖/๒๕๒๗ ได้ยึดรถแทรกเตอร์ไถนาของโจทก์โดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพราะรถแทรกเตอร์ไถนานั้นไม่ใช่ของจำเลยในคดีดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ในการยึดโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาลได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ด้วย ขอให้เพิกถอนการยึดและการขายทอดตลาดและให้จำเลยทั้งสามคืนรถแทรกเตอร์ไถนาให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาและค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทำการยึดรถแทรกเตอร์ไถนาโดยสุจริตและโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ได้กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขั้นตอนและบทบัญญัติของกฎหมายโดยปราศจากความประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจกันในการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดทรัพย์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้นจำเลยที่ ๓ ซึ่งได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่แทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์คำให้การจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ คำแถลงของคู่ความเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้แล้ว มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ที่ ๓ ร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แม้จำเลยทั้งสามได้ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงจากการสืบพยานทั้งสองฝ่ายก่อนว่า ฟ้องโจทก์จะรับฟังได้เพียงใด พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหามีว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ร่วมกันยึดและขายทอดตลาดรถแทรกเตอร์ไถนาของโจทก์ โดยไม่สุจริตและด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ที่ ๒ จะต้องรับผิดคืนทรัพย์ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ก็ต้องชดใช้ราคาและค่าเสียหาย จำเลยที่ ๓ ซึ่งได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่แทนจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ด้วย ขอให้เพิกถอนการยึดและการขายทอดตลาดตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การบังคับคดีได้เสร็จลงไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดหลังจากที่การบังคับคดีได้เสร็จลง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการยึดและการขายทอดตลาด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฟังขึ้นส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ที่ ๒ และที่ ๓ ให้รับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นชอบที่จะฟังพยานหลักฐานจากการสืบพยานทั้งสองฝ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องละเมิดเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์รับฟังได้หรือไม่ และจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามไปทั้งหมดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วพิพากษาใหม่เฉพาะข้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องละเมิดและค่าเสียหายเท่านั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2531 บริษัทสหมณฑล จำกัด โจทก์ นายวิโรจน์ เล็กกิจเจริญชัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสหมณฑล จำกัด · จำเลย - นายวิโรจน์ เล็กกิจเจริญชัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสุพจน์ แสงประชากุล · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 2573/2552ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6968/2537ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7466/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 8735/2542ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา