⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5173/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5173/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คู่ความต้องผูกพันตามคำแถลงที่ให้ไว้ต่อศาล และถือเป็นคำท้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น จะไม่สามารถนำมาอ้างในชั้นฎีกาได้

ย่อคำพิพากษา

คู่ความแถลงร่วมกันว่าคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งโดย จ.เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้และ จ. เป็นจำเลยและจำเลยร่วมคดีนี้เป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของราชพัสดุ ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน หากผลของคดีดังกล่าวปรากฏว่า จ.เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยคดีนี้ เป็นคำแถลงที่ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คู่ความจึงต้องผูกพันตามคำแถลงดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นคำท้าว่าหาก จ.ชนะคดีโจทก์ในคดีนั้น โจทก์ก็จะถอนฟ้องคดีนี้ เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้ จ.ชนะคดี โจทก์ยังแถลงขอถอนข้อหาส่วนอาญา ให้ตัดสินตามคำท้าโดยมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวมิได้ครอบคลุมถึงที่พิพาทในคดีนี้ทั้งหมดโจทก์จึงต้องแพ้คดีตามคำท้า ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยและจำเลยร่วมเป็นโมฆะ โจทย์ยังมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเป็นคูเมือง แต่ส่วนที่เหลือกว้าง 12 วาเป็นที่ดินชานกำแพงเมืองอยู่ในความครอบครองของโจทก์ จำเลยรับว่าปลูกเรือนในที่พิพาทก่อนขอเช่าที่พิพาทจากจำเลยร่วมจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น โจทก์จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธครอบครองที่ดิน ๑ แปลงเนื้อที่ประมาณ ๑๑ ไร่ จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ ๓๐ ตารางวา เพื่อถือการครอบครองที่ดินและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข โจทก์ห้ามปราบให้จำเลยรื้อถอนโรงเรือนออกไป จำเลยไม่เชื่อฟัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓,๘๔,๓๖๒,๓๖๕ และขับไล่จำเลยกับบริวารให้รื้อถอนโรงเรือนออกจากที่พิพาทของโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้องคดีส่วนอาญา คงรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ส่วนอาญาไว้พิจารณาต่อไป จำเลยให้การว่าไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นที่ดินคูเมืองและกำแพงเมืองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกระทรวงการคลังขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครอง จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากกระทรวงการคลัง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นหมายเรียกกระทรวงการคลังเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องขอของจำเลย จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่ม่กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยเช่าที่ดินพิพาทกับราชพัสดุจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๐๓/๒๕๑๙ ของศาลชั้นต้น โดยนายเจียร นิลอุบล เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์คดีนี้ และนายพิศ แผ่เต็มเป็นจำเลย โดยกระทรวงการคลังเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของราชพัสดุจังหวัดนครศรีธรรมราช หากผลในคดีดังกล่าวปรากฏว่านายเจียรเป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จะขอถอนฟ้องจำเลยคดีนี้ หากนายเจียรแพ้คดีโจทก์จะดำเนินคดีต่อไป ต่อมาคู่ความแถลงว่าคดีแพ่งดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยนายเจียรเป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์แถลงขอถอนข้อหาสวนอาญาให้ศาลตัดสินตามคำท้า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าตามรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ คู่ความแถลงร่วมกันว่า คดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๐๓/๒๕๑๙ ของศาลชั้นต้น โดยนายเจียร นิลอุบล เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้และนายพิศ แผ่เต็ม เป็นจำเลยและจำเลยร่วมคดีนี้เป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของราชพัสดุจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน หากผลของคดีดังกล่าวปรากฏว่านายเจียรเป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นคำแถลงที่ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คู่ความจึงต้องผูกพันตามคำแถลงดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นคำท้าว่าหากนายเจียรชนะคดีโจทก์ในคดีนั้นโจทก์ก็จะถอนฟ้องคดีนี้ ครั้นคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้นายเจียรชนะคดี โจทก์ยังแถลงอีกตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ว่า ขอถอนข้อหาส่วนอาญา ให้ตัดสินตามคำท้า โจทก์มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างแต่อย่างใดว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวมิได้ครอบคลุมถึงที่พิพาทในคดีนี้ทั้งหมด โจทก์จึงต้องแพ้คดีตามคำท้า ส่วนที่โจทก์ฎีกาสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยและจำเลยร่วมเปนโมฆะก็ดี โจทก์ยังมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี ที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวมีส่วนที่เป็นคูเมืองกว้างประมาณ ๑๐ วา เป็นที่ราชพัสดุส่วนที่เหลือกว้าง ๑๒ วา เป็นที่ดินชานกำแพงเมืองเป็นที่ดินในครอบครองของโจทก์ก็ดี และจำเลยได้ยอมรับต่อศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยเข้าไปปลูกเรือนในที่พิพาทก่อนขอเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยร่วม จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น โจทก์จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5173/2531 นายวิชัย ชิมสุวัฒน์ โจทก์ นายแนบ แสนยา ล. กระทรวงการคลัง จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิชัย ชิมสุวัฒน์ · ล. - นายแนบ แสนยา · จำเลยร่วม - กระทรวงการคลัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายพิชัย นิลทองคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย บุญธินันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3996/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 848/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา