⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5843/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกระทำที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมต่างๆ ประกอบกัน หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้กระทำไม่มีเจตนาฆ่า ศาลจะลงโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าไม่ได้ 2. ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดซึ่งมิได้มีการกล่าวในฟ้องให้ปรากฏตามฟ้อง หรือมิได้มีการกระทำผิดตามที่กล่าวในฟ้องไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้อาวุธปืนยิง 1 นัด โดยถืออาวุธปืนกระชับแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง ไม่ว่าจำเลยจะยิงตอนที่ผู้เสียหายดูโทรทัศน์ห่างประมาณ 1 เมตร หรือยิงตอนผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีไปห่างประมาณ 4 เมตร หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว คงยิงผู้เสียหายได้ไม่ผิดพลาดเพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้นการที่กระสุนปืนไปถูกหลังคาบ้านแสดงว่าจำเลยกระทำไปเพื่อขู่ผู้เสียหายมิได้ยิงไปโดยเจตนาฆ่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ไว้ด้วย แต่โจทก์มิได้กล่าวบรรยายมาในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดของมาตรา 376 ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 ประมวลกฎหมายอาญา ม.376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๓๗๑,๓๗๖,๘๐,๙๐,๙๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗,๘ ทวิ,๗๒,๗๒ ทวิ, ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนส่วนข้อหาพยายามฆ่าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยอายุ ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๘๐,๓๗๖ เป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษบทหนักตามมาตรา ๒๘๘,๘๐ จำคุก ๖ ปี ฐานมีอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗๒ วรรคแรก จำคุก ๖ เดือน ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เป็นกรรมเดียวกันลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗๒ ทวิ วรรคสอง จำคุก ๓ เดือน รวมจำคุก ๖ ปี ๙ เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๒ เป็นจำคุก ๙ ปี ของกลางริบ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องในข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงลงโทษในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน รวมจำคุก ๙ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน ๑๕ วัน โดยไม่เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเห็นผู้เสียหายกำลังดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน จึงเดินเข้าไปชักอาวุธปืนลูกซองสั้นออกจากเอว ผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งหนีไปหลังบ้าน จำเลยถืออาวุธปืนด้วยมือทั้งสองข้างจ้องเล็งไปทางผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีไปประมาณ ๔ เมตร ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ๑ นัด เห็นว่าตามคำพยานโจทก์ดังกล่าวหากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแล้ว จำเลยคงจะยิงผู้เสียหายได้ไม่ผิดพลาด ไม่ว่จะยิงตอนที่ผู้เสียหายกำลังดูโทรทัศน์อยู่หรือตอนลุกขึ้นวิ่งหนี เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงเป็นอาวุธปืนลูกซองสั้น และจำเลยถืออาวุธปืนกระชับแน่นด้วยมือทั้งสองข้าง โดยไม่ต้องคำนึงว่ากระสุนปืนจะถูกบุคคลอื่นหรือไม่ แต่การที่กระสุนปืนไปถูกหลังคาแสดงว่าจำเลยกระทำไปเพื่อขู่ผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันร้ายแรงถึงกับจะต้องฆ่ากัน หากจำเลยคิดจะฆ่าผู้เสียหายก็อาจจะลอบฆ่าในโอกาสอื่นที่ดีกว่านี้ได้ เช่น ในเวลากลางคืนหรือในเวลาที่ปลอดคนแทนที่จะฆ่าในเวลากลางวันที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมากเช่นนั้น ดูเป็นการผิดวิสัยของคนร้าย ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยยิงอาวุธปืนขึ้นฟ้ามิได้ยิงไปโดยเจตนาฆ่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาพยายามฆ่าชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าจึงฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๖ มาด้วยนั้นเห็นว่า โจทก์มิได้กล่าวบรรยายมาในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวแม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุให้ลงโทษมาด้วย ศาลก็จะพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคแรกปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา ๓๗๖ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2531 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายพิเชษฐ์ หรือหน่อง ดวงตะวงศ์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · ล. - นายพิเชษฐ์ หรือหน่อง ดวงตะวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียร ยูงทอง · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 551/2514ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา