⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1634/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1634/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งที่ถึงที่สุดแล้ว เป็นการปฏิบัติไปตามกฎหมาย และผลของคำพิพากษาคดีอาญาไม่อาจลบล้างคำพิพากษาคดีแพ่งได้

ย่อคำพิพากษา

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ และดำเนินการเพื่อจะขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งที่ถึงที่สุดแล้วนั้น เป็นกรณีปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในเรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยชอบ ซึ่งเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ส่วนคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์นั้น เป็นเรื่องที่จะบังคับเกี่ยวกับตัวโจทก์ เป็นกรณีคนละเรื่องกัน ผลของคำพิพากษาในคดีอาญาไม่อาจลบล้างคำพิพากษาในคดีแพ่งได้ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.292 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.509

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๔๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทนคดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองระหว่างศาลชั้นต้นประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา หากจำเลยทั้งสองสามารถพิสูจน์ในคดีอาญานั้นได้ว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทางแพ่งเกิดจากการปลอมแปลงเอกสาร จำเลยทั้งสองจะชนะคดี ขอให้งดการขาดทอดตลาดไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจนกว่าศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีอาญา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่าคดีแพ่งถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ฎีกา การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์และดำเนินการเพื่อจะขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองนั้น เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในเรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยชอบ เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ส่วนคดีอาญาที่จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์นั้น เป็นเรื่องที่จะบังคับเกี่ยวกับตัวโจทก์ เป็นกรณีคนละเรื่องกัน แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะชนะคดีอาญาดังอ้างมาในฎีกา ผลของคำพิพากษาในคดีอาญาก็ไม่อาจลบล้างคำพิพากษาในคดีนี้ได้ ทั้งไม่มีเหตุสมควรที่จะงดการขายทอดตลาดไว้ตามคำร้องของจำเลยทั้งสอง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1634/2532 นายเอนก เนืองนิตย์ โจทก์ นายทา ยุทธแสน ที่ 1 นางแหลง ยุทธแสน ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเอนก เนืองนิตย์ · จำเลย - นายทา ยุทธแสน ที่ 1 นางแหลง ยุทธแสน ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เคียง บุญเพิ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแพร่ - นายไพบูลย์ ถิรรุ่งเรือง · ศาลอุทธรณ์ - นายวิฑูรย์ สุทธิประภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 79/2501ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 324/2503ฎีกา 10839/2558ฎีกา 1251/2500ฎีกา 2444/2518ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1897/2512ฎีกา 6868/2541ฎีกา 1088/2533ฎีกา 39/2524ฎีกา 2644/2530ฎีกา 1591/2495ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4564/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา