⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2274/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยหลอกลวงเอาสมุดเงินฝากของตนเองคืนจากโจทก์ไป ไม่ถือเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 20,000 บาท ตกลงผ่อนชำระคืนเดือนละ 4,000 บาท ในการนี้จำเลยมอบสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยพร้อมด้วยใบมอบฉันทะให้ถอนเงิน 5 ฉบับ ๆ ละ 4,000 บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์ไปเบิกเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว แม้ต่อมาจำเลยจะหลอกลวงโจทก์จนโจทก์หลงเชื่อมอบสมุดเงินฝากของจำเลยให้แก่จำเลยไป แต่จำเลยมีอำนาจสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามใบมอบฉันทะให้ถอนเงินได้ทุกเมื่อทั้งยังปรากฏว่าในขณะที่จำเลยหลอกลวงเอาสมุดเงินฝากคืนไปจากโจทก์นั้น เงินในบัญชีธนาคารของจำเลยมีจำนวนไม่ถึง 4,000 บาท โจทก์ย่อมไม่อาจถอนเงินตามใบมอบฉันทะดังกล่าวได้ แม้โจทก์จะมีสมุดเงินฝากของจำเลยและจำเลยไม่สั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินก็ตาม การที่จำเลยหลอกลวงเอาสมุดเงินฝากของจำเลยเองไปจากโจทก์จึงไม่ทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ และไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า สมุดเงินฝากที่จำเลยหลอกลวงเอาไปจากโจทก์เป็นของจำเลยเอง ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้ทำเป็นหนังสือซึ่งไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะยึดถือสมุดเงินฝากของจำเลยได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๐ จำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๒๐,๐๐๐ บาท ตกลงผ่อนชำระคืนเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท งวดแรกชำระภายในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๐ ในการนี้จำเลยได้มอบสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ของจำเลยพร้อมด้วยใบมอบฉันทะให้ถอนเงิน ๕ ฉบับ ๆ ละ ๔,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ เพื่อโจทก์ไปเบิกเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๐ จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าต้องการสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยที่มอบให้แก่โจทก์ไปให้แขวงการทางรถไฟจังหวัดนครสวรรค์ตรวจสอบซึ่งไม่เป็นความจริงโจทก์หลงเชื่อได้มอบสมุดเงินฝากดังกล่าวแล้วให้แก่จำเลยไปพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะมีสมุดเงินฝากของจำเลยอยู่ก็ตามแต่จำเลยมีอำนาจสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามใบมอบฉันทะให้ถอนเงินได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังปรากฏว่าในขณะที่จำเลยหลอกลวงเอาสมุดเงินฝากคืนไปจากโจทก์นั้น เงินในบัญชีธนาคารของจำเลยมีจำนวนไม่ถึง ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งแม้โจทก์จะมีสมุดเงินฝากของจำเลยและจำเลยไม่สั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินก็ตาม โจทก์ย่อมไม่อาจถอนเงินตามใบมอบฉันทะดังกล่าวได้ การที่จำเลยหลอกลวงเอาสมุดเงินฝากของจำเลยเองไปจากโจทก์จึงย่อมไม่ทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2532 นายมานะชัย เปี่ยมกมลธรรม โจทก์ นายสว่าง พุกเนตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมานะชัย เปี่ยมกมลธรรม · จำเลย - นายสว่าง พุกเนตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมาณ ชันซื่อ · มาโนช เพียรสนอง · เจริญ นิลเอสงฆ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา · ศาลอุทธรณ์ - นายสังเวียน รัตนมุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2541ฎีกา 101/2564ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1279/2517ฎีกา 16/2510ฎีกา 1852/2547ฎีกา 3327/2532ฎีกา 787/2532ฎีกา 7264/2543ฎีกา 255/2529ฎีกา 609/2536ฎีกา 1035/2540ฎีกา 3029/2540ฎีกา 18043/2555ฎีกา 2593/2521ฎีกา 9663/2554ฎีกา 725/2567ฎีกา 5255/2540ฎีกา 915/2566ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 5219/2531ฎีกา 2303/2518ฎีกา 2410/2523ฎีกา 599/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา