⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2549/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยมีเหตุอันสมควรและโดยสุจริต ไม่ถือเป็นความผิดฐานบุกรุก แม้จะถืออาวุธที่โดยทั่วไปใช้ในทางปกติก็ตาม การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำร้ายร่างกายโดยขาดตอนไปแล้ว ไม่ถือเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการ แม้มีเจตนาจะคืนให้ในภายหลัง ก็ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้กระทำไม่มีอำนาจดำเนินการดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาหยเพื่อทวงค่าแรงที่ผู้เสียหายค้างบุตรชายของจำเลยเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุผลสมควรโดยสุจริต แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วย แต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่วๆไปใช้สำหรับหวดหญ้า และไม่ปรากฏว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรก จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก จำเลยทวงค่าแรงจากผู้เสียหายไม่ได้ จึงโกรธและใช้มีดเหลียนฟันพยายามทำร้ายผู้เสียหายแล้วเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป มิใช่เป็นการฟันผู้เสียหายเพื่อความสะดวกหรือเพื่อเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป การเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไปเกิดขึ้นหลังจากการทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แม้จำเลยเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไปเพื่อยึดเอาไว้ให้ผู้เสียหายไปจ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลยแล้วจำเลยจะคืนให้ก็ถือได้ว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะจำเลยไม่มีอำนาจเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยพลการได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 364,365 คืนเครื่องสูบน้ำของกลางแก่ผู้เสียหาย และริบมีดเหลียนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 80 ให้จำคุก 2 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุกและชิงทรัพย์ คืนเครื่องสูบน้ำให้ผู้เสียหายและริบมีดเหลียนของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 365 ให้ลงโทษตามมาตรา 339วรรคสอง บทหนัก ให้จำคุกจำเลยไว้ 10 ปี ให้คืนเครื่องสูบน้ำให้ผู้เสียหายและริบมีดเหลียนของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'มีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานบุกรุก ทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วในข้อหาฐานบุกรุกนั้นข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ผู้เสียหายค้างค่าแรงบุตรชายของจำเลยจริงการที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายหเพื่อทวงค่าแรงดังกล่าวเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุสมควรโดยสุจริต แม้จำเลยจะได้ถือมีดไปด้วยแต่ก็เป็นเพียงมีดเหลียนซึ่งโดยทั่วๆ ไปใช้สำหรับหวดหญ้าและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้เห็นว่าจำเลยตั้งใจจะไปทำร้ายผู้เสียหายตั้งแต่แรกจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น สำหรับข้อหาฐานทำร้ายร่างกายนั้น โจทก์มีผู้เสียหายกับนางสาวกาหลงและนางประจวบ จ่าทองคำ น้องสาวสามีของผู้เสียหายเบิกความว่า อยู่บ้านเดียวกันและอยู่ในที่เกิดเหตุ พยานเหล่านี้ต่างเบิกความยืนยันว่า จำเลยถือมีดเหลียนเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย เมื่อทวงค่าแรงจากผู้เสียหายไม่ได้ จำเลยใช้มีดเหลียนดังกล่าวฟันผู้เสียหายแต่ถูกแขนเสื้อผู้เสียหายขาด ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางวันไม่มีปัญหาว่าพยานจะเห็นไม่ชัด พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกัน และไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่พยานเหล่านี้จะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ยังมีร้อยตำรวจเอกพงษ์วรรธน์บุญประเสริฐ ผู้รับแจ้งเหตุเบิกความว่า ตอนที่ผู้เสียหายไปแจ้งเหตุต่อพยานหลังเกิดเหตุไม่นานนั้น พยานเห็นที่แขนเสื้อของผู้เสียหายหข้างหนึ่งมีรอยฉีกขาดเมื่อพยานถามว่ารอยแขนเสื้อขาดเกิดจากอะไร ผู้เสียหายก็บอกว่าถูกฟัน พยานกับผู้เสียหายได้ไปที่บ้านจำเลยพบจำเลย ผู้เสียหายได้ชี้ให้ดูมีดเหลียนที่จำเลยใช้เป็นอาวุธซึ่งวางอยู่กับพื้นในบริเวณบ้าน พยานจึงได้ยึดมีดเหลียนดังกล่าวมาเป็นของกลางกับร้อยตำรวจเอกสนิท นามโชติ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายแจ้งความต่อพยานอีกครั้งหนึ่งตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยไปมอบให้พยาน พยานเห็นเสื้อของผู้เสียหายมีรอยขาดที่แขนซ้าย และผู้เสียหายยืนยันว่ามีดเหลียนของกลางเป็นมีดเหลียนที่จำเลยนำติดตัวไป คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจยืนยันข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายและประจักษ์พยานคนอื่นๆ คดีจึงฟังได้ว่า จำเลยนำมีดเหลียนไปที่บ้านผู้เสียหายด้วย และเมื่อผู้เสียหายไม่จ่ายค่าแรงให้จำเลย จำเลยก็ได้ใช้มีดเหลียนฟันผู้เสียหายแต่ไม่ถูกตัวผู้เสียหาย คงถูกแต่แขนเสื้อของผู้เสียหายขาดอันเป็นการพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่นั้นเห็นว่า จำเลยทวงค่าแรงจากผู้เสียหายไม่ได้ จำเลยจึงใช้มีดเหลียนฟันพยายามทำร้ายผู้เสียหาย เชื่อว่าเป็นการฟันผู้เสียหายเพราะโกรธที่ผู้เสียหายไม่จ่ายค่าแรงตามที่จำเลยทวง มิใช่เป็นการฟันผู้เสียหายเพื่อความสะดวกหรือเพื่อเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป การเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไปเกิดขึ้นหลังจากการทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่การที่จำเลยเอาเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายไป แม้จะฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยยึดเอาไปไว้ให้ผู้เสียหยไปจ่ายค่าแรงบุตรชายจำเลย จำเลยจึงจะคืนให้ ก็ถือได้ว่าจำเลยเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว เพราะจำเลยไม่มีอำนาจเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยพลการได้ ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าจำเลยกระทำได้ ก็ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา295, 80 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก เป็นความผิดสองกระทง ให้ลงโทษสำหรับความผิดกระทงแรกจำคุก 2 เดือน กระทงหลังจำคุก 2 ปีรวมเป็นจำคุก 2 ปี 2 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์'. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี โจทก์ นาย อำพล สุดถน อม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี · จำเลย - นาย อำพล สุดถน อม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิเวศน์ คำผอง · ประชา บุญวนิช · บุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3541/2549ฎีกา 816/2540ฎีกา 69/2539ฎีกา 12/2543ฎีกา 2278/2515ฎีกา 6288/2545ฎีกา 1692/2532ฎีกา 290/2535ฎีกา 1371/2479ฎีกา 129/2467ฎีกา 895/2515ฎีกา 2181/2531ฎีกา 1495/2508ฎีกา 108/2546ฎีกา 3874/2556ฎีกา 5255/2534ฎีกา 441/2478ฎีกา 4679/2543ฎีกา 41/2510ฎีกา 1269/2503ฎีกา 582/2485ฎีกา 2015/2547ฎีกา 2802/2526ฎีกา 506/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา