คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือสัญญาที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันในขณะที่ไม่มีข้อความในเอกสารดังกล่าวเท่ากับจำเลยกล่าวอ้างว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันไม่ถูกต้อง โจทก์ต้องนำสืบถึงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ให้ปรากฏ ซึ่งต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน เมื่อหนังสือสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ย่อมใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมดังกล่าว ครบกำหนดชำระจำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๖๐,๓๕๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน๓๔,๕๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกัน แต่ขณะนั้นหนังสือสัญญาค้ำประกันยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินหรือข้อความใด ๆ หนังสือสัญญาค้ำประกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินแก่โจทก์จำนวน๓๔,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๒ เป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๐๐๐ บาท หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน และให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหายอีก ๔๐๐ บาท แก่โจทก์
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๑ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยที่ ๒ ให้การรับว่า ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๑ จริง แต่ขณะลงลายมือชื่อยังไม่มีข้อความในเอกสารดังกล่าว พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำให้การของจำเลยที่ ๒ มิได้ยอมรับว่าได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกัตามเอกสารหมาย จ.๑ โจทก์เขียนข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันเองโดยจำเลยที่ ๒ ไม่รู้เห็นยินยอม คำให้การของจำเลยที่ ๒ดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าเอกสารหนังสือสัญญาค้ำประกันไม่ถูกต้อง จะฟังว่าจำเลยที่ ๒ ให้การรับว่า จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันเงินกู้จำเลยที่ ๑ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ได้ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบถึงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ให้ปรากฏ และการจะนำสืบถึงข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โจทก์ก็ต้องอาศัยเอกสารหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๑ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ และสัญญาค้ำประกันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๐ วรรคสอง บัญญัติว่าอนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ดังนี้ เมื่อคดีโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์มีเอกสารหนังสือสัญญาค้ำประกันมาแสดง โจทก์จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2532
นายดา บาทโพธิ์ โจทก์
นายเขียน เรือนคง กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายดา บาทโพธิ์ · จำเลย - นายเขียน เรือนคง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุญส่ง วรรณกลาง · ประชา บุญวนิช · นิเวศน์ คำผอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธีระศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา