คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3218/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลูกสร้างอาคารรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข แม้จะปลูกสร้างในที่สาธารณะแต่มีการใช้ส่วนหนึ่งของที่ดินของผู้อื่นเป็นทางเข้าออก ก็ถือเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องได้
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องโจทก์ที่มีข้อความว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทเพื่อถือการครอบครองที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวบางส่วน อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ถือว่าเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างอาคารเพื่อถือการครอบครอง และปลูกสร้างอาคารอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ด้วย มิใช่ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียว เมื่อได้ความว่าจำเลยปลูกเรือนพิพาทลงในแม่น้ำโดยมิได้ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทแต่จำเลยนำไม้ระแนงพาดจากพื้นดินไปยังเรือนพิพาทเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่พิพาท อันเป็นการปลูกสร้างอาคารรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุขตามฟ้องโจทก์แล้ว ดังนั้นการที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย จึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือและปลูกสร้างอาคารในบริเวณที่ดิน น.ส.๓ ซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุโดยร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างอาคารในบริเวณที่ดินดังกล่าว เพื่อถือการครอบครองที่ดินบางส่วน ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕, ๘๓
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๓) จำคุก ๖ เดือน ปรับ ๖,๐๐๐ บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก ๔ เดือน ปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ ๑ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในฐานความผิดที่จำเลยรบกวนการครอบครองที่พิพาทของผู้อื่นเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวมาในฟ้องความว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างอาคารในที่ดินเนื้อที่ ๒ งาน ๗๐.๗ ตารางวา เพื่อถือการครอบครองที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวบางส่วนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุขจึงเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลูกสร้างอาคารเพื่อถือการครอบครอง และปลูกสร้างอาคารอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ด้วย มิใช่ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงอย่างเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เรือนพิพาทปลูกอยู่ในแม่น้ำ มีไม้ระแนงพาดจากพื้นดินยาว ๑ วา ไปสู่เรือนพิพาทเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่พิพาท อันเป็นการปลูกสร้างอาคารรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุขตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมา จึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3218/2532
พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์
นายวิสิษฐ์ ชัชวาลานนท์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี · จำเลย - นายวิสิษฐ์ ชัชวาลานนท์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · นาม ยิ้มแย้ม · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุวิทย์ นรนุตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา