คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านในฐานะบริวารของเจ้าของกรรมสิทธิ์ ย่อมต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาให้ขับไล่พร้อมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ด้วย แม้จะมีสิทธิในทรัพย์มรดกซึ่งยังเป็นข้อโต้แย้งอยู่ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
การที่ผู้ร้องอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทในฐานะเป็นบุตรของจำเลยและ ส. ย่อมถือว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะที่เป็นบริวารของจำเลยและ ส. เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากบ้านพิพาท ผู้ร้องจะอ้างว่ามีสิทธิอยู่ในบ้านพิพาท ซึ่งเป็นมรดกของ ส. หาได้ไม่ เพราะสิทธิดังกล่าวยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่และเป็นแต่เพียงสิทธิที่จะได้รับมรดก ไม่ใช่สิทธิที่จะอยู่ในบ้านพิพาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้สืบเนื่องมาจากมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากบ้านพิพาท
จำเลยยอมออกจากบ้านพิพาท แต่ผู้ร้องทั้งสามไม่ยอมออก
โจทก์ขอให้ศาลออกหมายจับผู้ร้องทั้งสามมาเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสามอยู่ในบ้านพิพาทในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางสุคนธ์ ผู้ร้องทั้งสามไม่ใช่เป็นบริวารของจำเลย
ศาลชั้นต้นฟังคำแถลงแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสามออกไปจากบ้านพิพาท มิฉะนั้นให้ออกหมายจับมาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา
ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ให้ขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น มีผลให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๑) คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยและนางสุคนธ์ เพ็งพานิชเดิมผู้ร้องทั้งสามอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทในฐานะเป็นบุตรของจำเลยและนางสุคนธ์มาก่อน ย่อมถือว่าผู้ร้องทั้งสามได้เข้าอยู่ในบ้านพิพาในฐานะที่เป็นบริวารของจำเลยและนางสุคนธ์ที่ผู้ร้องทั้งสามยืนยันอ้างว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์มรดกนางสุคนธ์ ผู้ร้องทั้งสามอยู่ในบ้านพิพาทในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางสุคนธ์ ผู้ร้องทั้งสามได้ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้นเป็นการอ้างสิทธิดังกล่าวภายหลังจากที่นางสุคนธ์ถึงแก่ความตายแล้วว่าผู้ร้องทั้งสามมีส่วนเป็นเจ้าของบ้านพิพาทในฐานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกนางสุคนธ์ผู้ตายเท่านั้น ซึ่งสิทธิดังกล่าวก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ เนื่องจากผู้ร้องทั้งสามฟ้องจำเลในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อขอแบ่งมรดกนางสุคนธ์ผู้ตาย ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิในบ้านพิพาทอันจะถือว่าผู้ร้องทั้งสามมิใช่บริวารของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งสามแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย พิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสามออกไปจากบ้านพิพาทชอบแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2532
นางตลิบ การสมโชค โจทก์
นายสำราญ เพ็งพานิช จำเลย
นายวรรณพงษ์ เพ็งพานิช ที่ 1 กับพวก ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางตลิบ การสมโชค · จำเลย - นายสำราญ เพ็งพานิช · ผู้ร้อง - นายวรรณพงษ์ เพ็งพานิช ที่ 1 กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมีนบุรี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเมธ อุปนิสากร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา