คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกิดจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ถือเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร และนายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งแก่โจทก์ ก็เนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมโดยอาศัยฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้างและจำเลยเป็นนายจ้าง เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากจำเลยจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน หาใช่เป็นค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด ตามมาตรา 42(13) ไม่ จำเลยซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.42 ประมวลรัษฎากร ม.50 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างชำระ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจากจำเลย ชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยแถลงรับกันว่า ค่าจ้างค้างชำระ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยตามฟ้องโจทก์ได้รับชำระจากจำเลยแล้ว คดีคงมีประเด็นเฉพาะค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลแรงงานกลางได้พิพากษาตามยอมโดยจำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ ๘๕,๔๔๐ บาท และจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปเป็นเงิน ๗๗,๑๘๐.๔๘ บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นเงิน ๘,๒๕๙.๕๒ บาท พร้อมกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรต่อศาลเพื่อให้โจทก์รับไป
โจทก์ยื่นคำร้องว่า เงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ไม่ได้มีลักษณะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยงหรือประโยชน์ใด ๆ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ แต่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องและที่ศาลกำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร จำเลยไม่มีหน้าที่หักภาษีของโจทก์ไว้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘,๒๕๙.๕๒ บาทที่ยังขาดแก่โจทก์
ศาลแรงงานกลางเห็นว่า จำนวนเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงเป็นค่าเสียหายเนื่องจากสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอันได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๒ (๑๓) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินที่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ การที่จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน ๘,๒๕๙.๕๒ บาทจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมจ่ายเงินจำนวน ๘๕,๔๔๐ บาทแก่โจทก์ ก็เนื่องจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยว่าจำเลยเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยอาศัยฐานะที่โจทก์เป็นลูกจ้าง และจำเลยเป็นนายจ้าง เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากจำเลยจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน หาใช่เป็นค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดตามมาตรา ๔๒ (๑๓) ไม่ จำเลยซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๐ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าภาษีที่หักไว้จำนวน ๘,๒๕๙.๕๒ บาท คืนที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2532
นางประภาศิริ สัตยธรรม โจทก์
นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางประภาศิริ สัตยธรรม · จำเลย - นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ศักดา โมกขมรรคกุล · มาโนช เพียรสนอง · นำชัย สุนทรพินิจกิจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายกมล เพียรพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา