⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3834/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2532

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขุดเอาดินลูกรังในที่ดินของโจทก์ไปขาย ถือได้ว่าเป็นการเอาดินลูกรังของโจทก์ไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และเป็นการละเมิดต่อโจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.100 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.101 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักเอาดินลูกรังในที่ดินของโจทก์ไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 และให้จำเลยใช้ราคาดินลูกรัง 60,000 บาท หากไม่ชำระให้จำเลยทำพื้นดินของโจทก์ให้คืนสภาพเดิม ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้คงคืนสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้จำเลยชำระราคาดินลูกรังให้โจทก์ 6,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาจำเลยเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเท่านั้น เพราะข้อเท็จจริงนำสืบรับกันแล้วว่าจำเลยขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปตามวันเวลาที่กล่าวในฟ้อง ถ้าฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง และจำเลยก็เป็นฝ่ายกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยมิได้ติดใจฎีกาคัดค้านในเรื่องค่าดินลูกรังแต่อย่างใด เกี่ยวกับปัญหานี้ คู่ความรับกันว่าที่ดินพิพาทก็คือที่ดินประมาณ 30 ไร่ ในเขตเส้นสีน้ำเงินซึ่งอยู่นอกเขตเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินในเขตเส้นสีน้ำเงินคือที่ดินที่จำเลยอ้างว่าเป็นของตนอยู่ภายในเขตเส้นสีดำซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นของตนตาม น.ส. 3 เลขที่ 210 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 193/2525ของศาลชั้นต้น ที่ดินภายในเส้นสีแดงคือที่ดินที่โจทก์อ้างในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 73/2520 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของตนและเป็นประเด็นให้ศาลฎีกาพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 193/2525ว่าเป็นของจำเลยมีเนื้อที่ 50 ไร่เศษ ดังนั้นตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงยังมิได้วินิจฉัยถึงที่ดินพิพาทซึ่งดูตามแผนที่พิพาทประกอบจะเห็นว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าเป็นของตนจำนวน 30ไร่เศษว่าเป็นของโจทก์หรือจำเลยเพราะไม่เป็นประเด็นในคดีทั้งสองนั้น ต้องฟังพยานหลักฐานในคดีนี้สืบไป โจทก์มีตัวโจทก์ยืนยันว่าได้รับมรดกเป็นที่ดินแปลงหนึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทจากบิดา สำหรับที่ดินพิพาทได้ให้ผู้อื่นเช่าและให้สามีเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาทุกปี ได้แสดงความเป็นเจ้าของหวงแหนมาตลอดด้วยการออก น.ส. 3ในที่ดินพิพาทตาม น.ส. 3 เลขที่ 210 ฟ้องจำเลยข้อหาบุกรุกตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 73/2520 ของศาลชั้นต้นต่อสู้คดีกรณีจำเลยจะขอโอนที่พิพาทไปจาก น.ส. 3 เลขที่ 210 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 193/2525รวมทั้งฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ด้วย โจทก์มีนายบัญญัติสามีโจทก์มาสืบสนับสนุนโดยตลอด สำหรับที่ดินพิพาทนายบัญญัติเบิกความว่าได้จัดให้นายเหลือ นายแฉล้มเช่าทำมาจน พ.ศ. 2525 แล้วพยานจึงเข้าทำเองอีก 2 ปี โจทก์สืบนายบิน สินเชื้อ และนางพล ภามัง ผู้มีที่ดินทำกินอยู่ข้างเคียงสนับสนุนคำเบิกความของนายบัญญัติไว้ด้วยว่าได้เห็นนายเหลือนายแฉล้มและนายบัญญัติเข้าทำกินในที่ดินพิพาทจริงจำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุผลแวดล้อมน่าเชื่อ ส่วนจำเลยมีตัวเองยืนยันว่าบุกเบิกที่ดินพิพาทพร้อมที่ดินส่วนอื่น ๆ รวม 86 ไร่ แต่ไม่ได้ขอออก น.ส. 3สำหรับที่ดินให้เป็นหลักฐานเหมือนบุคคลอื่น กลับปล่อยให้โจทก์ออกน.ส. 3 ทับที่ของตนได้ นับเป็นพิรุธ สำหรับที่ดินพิพาทนั้นจำเลยอ้างว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เป็นต้นมาได้ให้นายกมล เสนเชื้อ เช่าปลูกมันสำปะหลัง ค่าเช่า 2,000 บาท ต่อปี ปีแรกได้ค่าเช่า 1,500บาท เพราะแล้งจัดมันสำปะหลังไม่ได้ถูกไฟไหม้ ส่วนนายกมลเบิกความว่าเช่าที่ดินพิพาทโดยให้ค่าเช่าล่วงหน้า 2,500 บาทปีที่สองที่เช่าปลูกมันสำปะหลังเสียหายราคาไม่ดี แต่นางมิน ภรรยาจำเลยกลับเบิกความว่าปีที่สองมันสำปะหลังถูกไฟไหม้ และไม่ทราบอัตราค่าเช่า ดังนี้จะเห็นว่าพยานจำเลยให้การขัดกัน ในเรื่องอัตราค่าเช่า วิธีชำระ ตลอดจนลักษณะความเสียหายของมันสำปะหลังในปีที่สองที่ว่าถูกไฟไหม้หรือไม่ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะได้ครอบครองที่ดินพิพาทดังอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลยิ่งกว่าของจำเลย รับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยนำเนื้อดินคือดินลูกรังในที่ดินพิพาทไปขายแก่ผู้อื่น ก็ถือได้ว่าเป็นการเอาดินลูกรังของโจทก์ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล..." พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3834/2532 นาง สม บุญ เชาวน์ เจริญ โจทก์ นาย สม ศรี หรือสี ทิพย์วงษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สม บุญ เชาวน์ เจริญ · จำเลย - นาย สม ศรี หรือสี ทิพย์วงษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล · วีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 709/2482ฎีกา 5616/2550ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ