⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1201/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องแสดงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อุทธรณ์หรือฎีกาให้ชัดแจ้ง การอ้างมาตรากฎหมายโดยไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงให้ชัดแจ้ง ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ฎีกาของจำเลยเพียงแต่ ยก มาตรา 69 พ.ร.บ. ประมงฯขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลใช้ ดุลพินิจ ไม่ริบของกลาง แต่ ไม่ได้กล่าวในฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ให้ริบของกลางตาม มาตรา 70 พ.ร.บ. ประมงฯนั้น ไม่ถูกต้องในข้อใด อย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 216.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490มาตรา 32(2) (4), 65, 69, 70 ประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากและอวนรุนที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในทะเลสาบจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2515พระราชบัญญัติการประมง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 105 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2515 ข้อ 5 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 32(2) (4), 65, 69, 70ประกาศกระทรวงเกษตร เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากและอวนรุนที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในทะเลสาบจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2515 พระราชบัญญัติการประมง(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 105ลงวันที่ 24 มีนาคม 2515 ข้อ 5 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบของกลางนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ของกลางในคดีเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 32(2) และมาตรา 70เพราะเป็นเครื่องมือทำการประมงที่กำหนดห้ามใช้ไว้ให้รู้ ผู้ใดจะใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำภายในเขตหรือรัศมีที่ห้ามไว้มิได้เลยของกลางจึงต้องริบตามมาตรา 70 กรณีหาอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 69 ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจริบหรือไม่ริบของกลางก็ได้ไม่ที่จำเลยฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 69ที่แก้ไขแล้ว มีเจตนารมณ์ให้ศาลใช้ดุลพินิจในการริบของกลางหรือไม่ก็ได้ จำเลยกระทำผิดเพียงเล็กน้อยและเพิ่งกระทำผิดเป็นครั้งแรกหากต้องริบของกลางซึ่งเป็นเครื่องมือหากินของจำเลยแล้ว จำเลยจะได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ศาลชั้นต้นไม่ริบของกลางตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเพียงแต่ยกมาตรา 69ขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจไม่ริบของกลาง แต่ไม่ได้กล่าวในฎีกาเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ให้ริบของกลางตามมาตรา 70 นั้น ไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจะนำมาตรา 69 มาใช้กับคดีนี้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยเช่นนี้ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2533 พนักงานอัยการ ประจำ ศาลแขวง สงขลา โจทก์ นาย บู้ กา ด หรือ บูกาด ห มัด เจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำ ศาลแขวง สงขลา · จำเลย - นาย บู้ กา ด หรือ บูกาด ห มัด เจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำลอง สุขศิริ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2152/2527ฎีกา 2546/2527ฎีกา 4681-4682/2528ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 1238/2498ฎีกา 568/2528ฎีกา 2678/2522ฎีกา 5259/2546ฎีกา 1291/2482ฎีกา 54/2536ฎีกา 660/2491ฎีกา 1228/2510ฎีกา 1262/2504ฎีกา 501/2494ฎีกา 127/2533ฎีกา 659/2541ฎีกา 7008/2541ฎีกา 1936/2497ฎีกา 13/2531ฎีกา 4463/2539ฎีกา 305/2480ฎีกา 8125/2541ฎีกา 7259/2544ฎีกา 453/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ