⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2337/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2337/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำจะเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องมีเจตนาจัดหางานให้คนงานไปทำงานในต่างประเทศ หากเพียงกล่าวอ้างเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ใช่ความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในความผิดฐานนี้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 13 การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคแรกนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะจัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่โจทก์บรรยายฟ้องในฐานความผิดฉ้อโกงว่า จำเลยทำอุบายจัดตั้งสำนักงานจัดหางานขึ้นดำเนิน ธุรกิจติดต่อ และจัดหางานเพื่อส่งไปทำงานต่างประเทศความจริงจำเลยมิได้จัดตั้งสำนักงานจัดหางานและไม่เคยติดต่องานในต่างประเทศเพื่อจัดส่งคนงานไปทำงานแต่อย่างใด จำเลยเพียงกล่าวอ้างขึ้นหลอกลวงประชาชนเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ได้ความแจ้งชัดว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยกล่าวอ้างการจัดตั้งสำนักงานจัดหางานขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้เสียหาย โดยหวังจะได้ค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตาม พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.82

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๔๑, ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐, ๘๒ และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ รวม ๔ กระทง จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวมจำคุก ๒ ปีและมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘มาตรา ๓๐, ๘๒ จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๕ ปี และให้จำเลยร่วมคืนหรือชดใช้เงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยอุทธรณื ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓ กระทงเดียว จำคุก ๖ เดือน ความผิดข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่าฐานความผิดดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๐ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๓๒ มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้คู่ความฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่าความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานโจทก์บรรยายฟ้องไว้ครบถ้วนความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนงาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ แล้ว และข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ยุติว่า จำเลยร่วมหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นคนหางานว่าจะจัดหางานให้ผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ โดยจำเลยกับพวกมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามกฎหมาย เห็นว่า การที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐วรรคแรก นั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะจัดหางานให้คนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ แต่ผู้กระทำไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง กรณีของคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในฐานความผิดฉ้อโกงมีใจความว่า จำเลยกับพวกทำอุบายร่วมกันจัดตั้งสำนักจัดหางานขึ้นชื่อบริษัทเขลวงศ์หรือเขลางค์ จำกัด ดำเนินธุรกิจติดต่อและจัดหางานเพื่อส่งไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกมิได้จัดตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้น และไม่เคยติดต่องานในต่างประเทศเพื่อจัดส่งคนงานไปทำงานแต่อย่างใด จำเลยกับพวกเพียงกล่าวอ้างขึ้นหลอกลวงประชาชนเท่านั้น เช่นนี้คำฟ้องของโจทก์ได้ความโดยแจ้งชัดว่า จำเลยมิได้มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยกับพวกกล่าวอ้างการจัดตั้งบริษัทจัดหางานขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ โดยหวังจะได้ค่าบริการจากผู้เสียหายทั้งสี่เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2337/2533 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายทอง แสนสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายทอง แสนสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสุพิชัย กาญจนธิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 1635/2493ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2186/2550ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 4883/2541ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 9083/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา