คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้ว ย่อมต้องห้ามตามกฎหมาย. ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง แม้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่หากจำเลยมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลอุทธรณ์ ก็ไม่อาจนำมาฎีกาในชั้นศาลฎีกาได้.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบด้วยมาตรา 362 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อยโดยเพิ่มบทมาตรา 365 เป็นบทมาตราที่จำเลยกระทำผิดเพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่ง และคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี สิทธิฎีกาของคู่ความจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของห้องแถวพิพาท จึงไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของห้องแถวพิพาท ฎีกาของจำเลยเท่ากับโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ภายในเวลา 3 เดือนคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จึงขาดอายุความนั้น จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขั้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ด้วย ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้แม้โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ได้อยู่แล้ว การวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ ดำเนินคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒, ๓๖๔, ๓๖๕
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางส่งศรี มาเมือง ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒จำคุก ๓ เดือน ปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้มีกำหนด ๒ ปี
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๕ ประกอบมาตรา ๓๖๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ จำคุก ๓ เดือน ปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้มีกำหนด ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ประกอบด้วยมาตรา ๓๖๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อยโดยเพิ่มบทมาตรา ๓๖๕ เป็นบทมาตราที่จำเลยกระทำผิดเพิ่มขึ้นอีกบทหนึ่งและคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี สิทธิฎีกาของคู่ความจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาข้อหนึ่งว่า โจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของห้องแถวพิพาทจึงไม่เป็นผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของห้องแถวพิพาท ฎีกาของจำเลยจึงเท่ากับโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ ภายในเวลา ๓ เดือน คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ด้วย ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ แม้โจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ ได้อยู่แล้ว การวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ หรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาในการกระทำผิดนั้น เห็นว่า เจตนาของจำเลยเป็นอย่างไรเป็นปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘ วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
พิพากษายกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2533
พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี โจทก์
นางส่งศรี มาเมือง โจทก์ร่วม
นางสาววิง บัวกนก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี · โจทก์ร่วม - นางส่งศรี มาเมือง · จำเลย - นางสาววิง บัวกนก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิทวัส อยู่วัฒนา · บุญส่ง วรรณกลาง · ตัน เวทไว |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายธราธร ศิลปโอสถ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา ธนานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา