⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4893/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อโจทก์และจำเลยครอบครองใช้สอยทรัพย์สินร่วมกัน ย่อมมีสิทธิครอบครองทรัพย์สินนั้นร่วมกัน และผู้ใดทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหาย ย่อมต้องรับผิดต่อผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกัน 2. ผู้ว่าจ้างทำของย่อมไม่ต้องรับผิดในผลละเมิดที่ผู้รับจ้างและลูกจ้างได้กระทำไป หากผู้ว่าจ้างมิได้ร่วมกระทำละเมิดนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทที่มีผนังตึกร่วมกันแม้ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความจะไม่ปรากฏชัดว่าผนังตึกพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือและใช้สอยผนังตึกพิพาทร่วมกัน โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองผนังตึกพิพาทร่วมกัน เมื่อโจทก์ ถูกกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผนังตึกแตกร้าว เสียหาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างต่อเติมอาคารชั้นสามโดยจำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้ทำให้สำเร็จตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการจ้างทำของ ดังนั้นการงานที่จำเลยที่ 2และลูกจ้างได้กระทำไปโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำเกิดไปละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดเองจะให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดด้วยไม่ได้ โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ระมัดระวังในการเลือกหาผู้รับจ้างที่ดี เพียงแต่เลือกเอาผู้รับเหมาก่อสร้างธรรมดาที่ไม่มีความรู้ไม่มีเครื่องมือที่ดี จำเลยที่ 1 จึงประมาทเลินเล่อในการหาผู้รับจ้าง แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้อง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.428 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.587 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1374

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวซึ่งผนังห้องด้านขวาโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จ้างจำเลยที่ ๒ ต่อเติมตึกแถวแล้วคนงานของจำเลยที่ ๒ใช้ค้อนทุบตีหัวเสาบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์แตกพังเสียหาย และทุบหลังคารื้อซุ้มประตูชั้นดาดฟ้าตึกของจำเลยที่ ๑ด้านติดกับผนังตึกร่วมกับโจทก์ เป็นเหตุให้เกิดการสะเทือน อย่างแรงทำให้ผนังตึกด้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์แตกร้าวเป็นแนวยาวหลายแห่ง เมื่อฝนตกน้ำฝนซึม เข้าในห้องได้ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างและจำเลยที่ ๒ ในฐานะลูกจ้างร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า ผนังห้องตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ ๑แต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับจ้างต่อเติมเข้าลักษณะเป็นการจ้างทำของ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๒การทุบหัวเสาและรื้อซุ้มประตูบนชั้นดาดฟ้าคนงานของจำเลยที่ ๒ทุบตามปกติ ไม่ทำให้เกิดการสะเทือน อย่างแรงและไม่เป็นเหตุให้ผนังตึกของโจทก์แตกร้าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองรวมเป็นเงิน ๔๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกฟ้องจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ ๒ ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สำหรับผนังตึกแถวพิพาทนั้นแม้จะไม่ปรากฏชัดจากการนำสืบของคู่ความว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดแต่ก็ได้ความจากการที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ยึดถือและใช้สอยผนังตึกพิพาทร่วมกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่๑ จึงมีสิทธิครอบครองผนังตึกพิพาทร่วมกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองถูกกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผนังตึกแตกร้าวเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ ส่วนประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๒ ด้วยหรือไม่นั้น ในข้อนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารชั้นสาม จำเลยที่ ๒ และคนงานของจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทุบผนังตึกพิพาทก่อให้เกิดการแตกร้าวแก่ผนังตึกพิพาทเกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ ใช้ให้คนงานของจำเลยที่ ๒ ทุบผนังตึกในส่วนที่ก่อให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าการที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ทำการก่อสร้างต่อเติมอาคารชั้นสาม โดยจำเลยที่ ๒ จะต้องเป็นผู้ทำให้สำเร็จตามความต้องการของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่าเป็นการจ้างทำของ ดังนั้นการงานที่จำเลยที่ ๒ และลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้กระทำไปโดยจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ร่วมกระทำเกิดไปละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองก็เป็นเรื่องของจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิด จะให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดด้วยไม่ได้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ระมัดระวังในการเลือกหาผู้รับจ้างที่ดี เพียงแต่เลือกเอาผู้รับเหมาก่อสร้างธรรมดาที่ไม่มีความรู้ ไม่มีเครื่องมือที่ดีจำเลยที่ ๑ จึงประมาทเลินเล่อในการหาผู้รับจ้างนั้น โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายศาลชั้นต้นรวมไว้ผิดเป็นเงินจำนวน ๔๗,๐๐๐ บาท ที่ถูกจำนวน ๒๗,๐๐๐ บาทศาลฎีกาจึงแก้เสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้เงินจำนวน ๒๗,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้แล้วคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4893/2533 นางจุไรรัตน์ วิกรมโรจนานันท์หรือล้อสกุล กับพวก โจทก์ นายพรเทพ หฤหรรษ์พงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจุไรรัตน์ วิกรมโรจนานันท์หรือล้อสกุล กับพวก · จำเลย - นายพรเทพ หฤหรรษ์พงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นางวาสนา หงส์เจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา