⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5313/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5313/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญากู้เงินใหม่โดยระบุหนี้เดิมทั้งหมด ถือเป็นการเปลี่ยนข้อผูกพันจากหนี้เดิมมารวมผูกพันกันในลักษณะกู้ยืมตามสัญญากู้ที่ทำขึ้นใหม่ สัญญากู้ดังกล่าวจึงผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายโดยบริบูรณ์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้เงินยืม หนี้ค่าน้ำมันและหนี้อื่น ๆ ต่อโจทก์ รวมเป็นเงิน 140,000 บาท ต่อมาจำเลยทำสัญญากู้ให้แก่โจทก์จำนวน 140,000 บาท จำเลยได้รับเงินไปแล้วโดยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ปรากฏตามสัญญากู้ท้ายฟ้อง ครั้นหนี้ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย 232,400 บาท ดังนี้ ฟ้องของโจทก์แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เนื่องจากมูลหนี้ใดบ้าง เมื่อรวมหนี้ทุกประเภทจนถึงวันฟ้อง จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อีกเท่าใด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องบังคับจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ อันเป็นการถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เดิมจำเลยเป็นหนี้เงินยืมและหนี้อื่น ๆ ต่อโจทก์จำนวน140,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินระบุหนี้เป็นจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ กรณีเป็นการที่คู่สัญญาเปลี่ยนข้อผูกพันจากหนี้อื่น และหนี้เงินยืมมารวมผูกพันกันในลักษณะกู้ยืมตามสัญญากู้ที่ทำขึ้นไว้สัญญากู้จึงผูกพันจำเลยโดยบริบูรณ์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้เงินยืม หนี้ค่าน้ำมันและหนี้อื่น ๆ ต่อโจทก์ เมื่อรวมกันแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยทำสัญญากู้ให้แก่โจทก์จำนวน๑๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้รับเงินไปแล้วโดยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ปรากฏตามสัญญากู้ท้ายฟ้อง ครั้นหนี้ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย๒๓๒,๔๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๒๓๒,๔๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๔๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินตามฟ้อง ลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน๑๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นหนี้เงินยืมและหนี้ค่าน้ำมันต่อโจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้ พร้อมทั้งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ไว้เป็นประกันแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเดิมจำเลยเป็นหนี้เงินยืมโจทก์เป็นหนี้ค่าน้ำมันและหนี้อื่น ๆ ต่อโจทก์ เมื่อรวมกันแล้วจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๔จำเลยทำสัญญากู้ให้ไว้แก่โจทก์ จำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ๑๕ ต่อปี ปรากฏตามสำเนาสัญญากู้ท้ายฟ้อง ครั้นถึงกำหนดชำระหนี้จำเลยไม่ยอมชำระ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง ๒๓๒,๔๐๐ บาท ซึ่งฟ้องของโจทก์ดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงที่มาของมูลหนี้ตามสัญญากู้ เมื่อรู้ว่ายอดหนี้เป็นจำนวนเท่าใดจึงระบุในสัญญากู้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปจำนวนดังกล่าว และระบุในสัญญากู้ว่าจำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ไปเรียบร้อยแล้ว ฟ้องของโจทก์เป็นการแสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ เนื่องจากมูลหนี้อะไรบ้าง เมื่อรวมหนี้ทุกประเภทแล้วจนถึงวันฟ้อง จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกเท่าใด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ชำระหนี้แก่โจทก์ อันเป็นการถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒วรรคสองแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้จริง กรณีที่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาเปลี่ยนข้อผูกพันจากหนี้อื่น และหนี้เงินยืมรายอื่น มารวมผูกพันกันในลักษณะกู้ยืมตามที่ได้ทำสัญญากู้ขึ้นไว้ สัญญากู้ดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยโดยบริบูรณ์ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5313/2533 นางจงจิตต์ ฮึกหาญ โจทก์ นางน้อย ใบเกตุ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจงจิตต์ ฮึกหาญ · จำเลย - นางน้อย ใบเกตุ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียร ยูงทอง · สวิน อักขรายุธ · ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายกิจชัย จิตธารารักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3245/2534ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา