⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 552/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม โดยคู่ความสละสิทธิเรียกร้องอื่นใดกันอีก ถือว่าข้อเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยระงับสิ้นไปด้วยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้งเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระเงินแก่ตน ครั้นถึงวันนัดสืบพยาน คู่ความยอมตกลงกันตามที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ย ศาลแรงงานกลางจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความและได้มีคำพิพากษาตามยอม ในวันนั้นตามข้อ 2 แห่งสัญญาประนีประนอมยอมความได้ระบุไว้ว่า โจทก์จำเลยต่างไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดกันอีก ซึ่งหมายความว่า จำเลยได้สละข้อเรียกร้องของตนตามฟ้องแย้งแล้ว ถือว่าข้อเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ระงับสิ้นไปด้วยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 และคำพิพากษาตามยอมของศาลแรงงานกลาง ได้พิพากษารวมถึงข้อเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยด้วยแล้ว ศาลแรงงานกลางจึงไม่จำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องเรียกเงินค่าประกันการเข้าทำงาน เงินสะสม เงินค่านายหน้าจากการขายสินค้าและเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้เงินที่โจทก์ฉ้อโกงจำเลยไป ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ลาออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และหนี้ที่โจทก์ก่อความผูกพันไว้แก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องแย้ง ก่อนสืบพยานศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยคู่ความตกลงกันได้ จึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ต่อมาวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ จำเลยยื่นคำร้องว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ มิได้กล่าวถึงเรื่องฟ้องแย้งของจำเลยแต่ประการใด ซึ่งคำฟ้องแย้งของจำเลยก็ถือเสมือนเป็นคำฟ้อง ถ้าศาลมิได้มีคำสั่งในส่วนของฟ้องแย้งแล้ว กระบวนพิจารณาคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา ๓๑ ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปด้วย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๒ระบุว่า โจทก์จำเลยต่างยอมตามข้อ ๑ ไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดกันอีกโดยตามสัญญายอมข้อ ๑ จำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์ ๑๓,๐๒๒.๙๒ บาทถือได้ว่าจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องโจทก์ตามฟ้องแย้งแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยอีก ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าโจทก์และจำเลยต่างฟ้องเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระเงินแก่ตนครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อน ศาลแรงงานกลางได้ไกล่เกลี่ยให้คู่ความปรองดองกัน คู่ความยอมตกลงกันตามที่ศาลไกล่เกลี่ยโดยขอให้ศาลทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลแรงงานกลางจึงจัดการให้ตามที่คู่ความประสงค์ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๒และศาลแรงงานกลางได้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้คู่ความลงชื่อต่อหน้าศาลในวันนั้นมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าโจทก์และจำเลยขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ ข้อ ๑. จำเลยยอมชำระเงินจำนวน ๑๓,๐๒๒.๙๒ บาท แก่โจทก์ โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ข้อ ๒. โจทก์จำเลยต่างยอมตามข้อ ๑ ไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดกันอีก" เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วศาลแรงงานกลางก็ได้มีคำพิพากษาตามยอมในวันนั้น พิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อ ๒ แห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวข้างต้น ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์จำเลยต่างไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดกันอีก ซึ่งหมายความอยู่ในตัวว่า จำเลยได้สละข้อเรียกร้องของตนตามฟ้องแย้งแล้ว ต้องถือว่าข้อเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ระงับสิ้นไปตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ และคำพิพากษาตามยอมของศาลแรงงานกลาง ซึ่งพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นการพิพากษารวมถึงข้อเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยด้วยแล้ว จึงหาจำต้องมีคำสั่งหรือพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยอีกไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2533 นางดารณี ศุกรโยธิน โจทก์ บริษัทมิต้า (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางดารณี ศุกรโยธิน · จำเลย - บริษัทมิต้า (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · ศักดา โมกขมรรคกุล · อุดม เฟื่องฟุ้ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3996/2541ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2460/2517ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1591/2495ฎีกา 15617/2558ฎีกา 82/2512ฎีกา 953/2505ฎีกา 7907/2551ฎีกา 3053/2527ฎีกา 7339/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา