⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6095/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องแย้งจะรับไว้พิจารณาได้ต่อเมื่อข้อหาตามฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณารวมกันได้ เพื่อจะได้พิจารณาไปเสียคราวเดียวกัน.

ย่อคำพิพากษา

ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม การที่จำเลยจะฟ้องแย้งเข้ามาในคดีที่ถูกฟ้องนั้น เรื่องที่ฟ้องแย้งจะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณารวมกันได้ เพื่อจะได้พิจารณาไปเสียคราวเดียวกัน โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามกำหนดในสัญญา โดยไม่มีเหตุอันสมควร ขอให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างพร้อมด้วยดอกเบี้ยและเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวันตามประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานจำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์จริง และฟ้องแย้งว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยโดยไม่ทำหน้าที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา เป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกลูกค้าปรับและขาดกำไรไปอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินอันเป็นเหตุหนึ่งที่จำเลยไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานของจำเลยได้ขอให้โจทก์ ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่นนี้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของ จำเลยนั้นมาจากสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อกันตามสัญญาจ้างแรงงาน และข้ออ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำผิดสัญญาในการทำหน้าที่ที่กำหนดไว้ต่อกันทำให้จำเลยเสียหาย จนไม่อาจจ่ายค่าจ้างได้ตามกำหนดเวลาก็เป็นข้ออ้างที่เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับที่จำเลยยกขึ้นมาเป็นข้อปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ในข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามกำหนดเวลาโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่สามารถพิจารณารวมกันไปได้ศาลชอบที่จะรับฟ้องแย้งของ จำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นวิศวกรควบคุมงานมีกำหนดระยะเวลาในการจ้าง ๑๘ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๔ จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เป็นต้นมาจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ไม่ยอมตอกบัตรลงเวลาทำงาน จำเลยตักเตือนแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย และตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ โจทก์ละทิ้งหน้าที่ไม่มาทำงาน การที่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างทำให้เครื่องจักรที่โจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งให้แก่ลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลา ทำให้จำเลยต้องถูกลูกค้าปรับและขาดกำไรคิดเป็นค่าเสียหายไม่น้อยกว่าเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเหตุให้จำเลยประสบปัญหาทางด้านการเงิน และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้จำเลยไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานได้ มิใช่เป็นการจงใจไม่จ่ายค่าจ้างโดยปราศจากเหตุผล ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" ตามบทบัญญัติดังกล่าวการที่จำเลยจะฟ้องแย้งเข้ามาในคดีที่ถูกฟ้องนั้น เรื่องที่ฟ้องแย้งจะต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณารวมกันได้ เพื่อจะได้พิจารณาไปเสียคราวเดียวกัน กรณีตามฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามกำหนดในสัญญา โดยไม่มีเหตุอันสมควร ขอให้จำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างพร้อมด้วยดอกเบี้ยและเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบห้าทุกระยะเจ็ดวันตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานจำเลยให้การว่าได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์จริง และข้อกล่าวอ้างในฟ้องแย้งของจำเลยนั้นจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยโดยไม่ทำหน้าที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยต้องถูกลูกค้าปรับและขาดกำไรไปอย่างมากทำให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินอันเป็นเหตุหนึ่งที่จำเลยไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานของจำเลยได้ ขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยแล้วเห็นได้ว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยนั้นมาจากสิทธิและหน้าที่ที่มีต่อกันตามสัญญาจ้างแรงงานนั่นเอง และข้ออ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำผิดสัญญาในการทำหน้าที่ที่กำหนดไว้ต่อกันทำให้จำเลยเสียหายจนไม่อาจจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามกำหนดเวลานั้น ก็เป็นข้ออ้างที่เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับที่จำเลยยกขึ้นมาเป็นข้อปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ในข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลย-ไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามกำหนดเวลา โดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยนั้นมิใช่คำฟ้องเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม แต่เป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่สามารถพิจารณารวมกันไปได้ พิพากษากลับเป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2533 นายโรแลนด์ บี.ฮูลส์เล โจทก์ บริษัทไทยไบซอน คาบิเน็ต จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโรแลนด์ บี.ฮูลส์เล · จำเลย - บริษัทไทยไบซอน คาบิเน็ต จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · พรชัย สมรรถเวช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายวิบูลย์ สุนทรวิภาต · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 5712/2541ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 1479/2526ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 5494/2541ฎีกา 6555/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา