คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์มรดกที่ทายาทครอบครองร่วมกัน แม้ทายาทคนหนึ่งจะไปขอออกโฉนดเป็นชื่อตนแต่ผู้เดียวโดยทายาทอื่นไม่ยินยอม ทายาทอื่นก็ยังคงมีสิทธิในทรัพย์มรดกส่วนของตนอยู่.
ย่อคำพิพากษา
หลังจากเจ้ามรดกตาย โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกและ ส. ซึ่งเป็นภรรยาของเจ้ามรดกครอบครองทรัพย์มรดก คือที่ดินพิพาทร่วมกัน ส่วนบุตรคนอื่นของเจ้ามรดกไม่ปรากฏว่าได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทด้วย แม้ต่อมา ส. ได้รื้อบ้านออกไปปลูกในที่ดินแปลงอื่นก็ถือว่าโจทก์จำเลยและ ส. ได้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 การที่ ส. ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยลงชื่อตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวในภายหลังโดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ยังคงมีส่วนในที่ดินพิพาทนั้น1 ใน 3 ส่วนอยู่เช่นเดิม ส. ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ไปยกให้จำเลย โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทที่ตนเป็นเจ้าของรวมจากจำเลย 1 ใน 3 ส่วนได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยต่างเป็นบุตรของนายกล่ำและนางสินสร้อยนาค ที่ดินพิพาท ๒ แปลงเป็นสินเดิมของนายกล่ำ นายกล่ำถึงแก่ความตาย โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ จำเลยและนางสิน ซึ่งได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาต่อมานางสินได้ขอออกโฉนดที่ดินลงชื่อตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว แล้วนำไปยกให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทั้ง ๒ แปลงให้โจทก์กึ่งหนึ่ง
จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายกล่ำ แต่เป็นทรัพย์ของนางสิน ก่อนนางสินถึงแก่ความตาย นางสินได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินทั้ง ๒ แปลงให้แก่โจทก์แปลงละกึ่งหนึ่ง
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากนายกล่ำเจ้ามรดกตาย คงมีแต่โจทก์และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแปลงที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย โดยต่างก็มีบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินแปลงนั้น ส่วนบุตรคนอื่น ๆ ของนายกล่ำไม่ปรากฏว่าได้ร่วมครอบครองด้วยสำหรับนางสินได้รื้อบ้านออกไปปลูกในที่ดินแปลงอื่นภายหลังนายกล่ำตายแล้ว ดังนี้ ถือว่าโจทก์จำเลยและนางสินได้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔๘ แม้ต่อมานางสินขอออกโฉนดที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลงโดยลงชื่อตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวโดยโจทก์ไม่ยินยอม ถือว่าโจทก์ยังคงมีส่วนในที่ดินพิพาทนั้น ๑ ใน ๓ ส่วนอยู่เช่นเดิม นางสินไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ไปยกให้จำเลยโดยเสน่หาได้ ฉะนั้นปัจจุบันนี้โจทก์ยังคงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลง๑ ใน ๓ ส่วน ของที่ดินพิพาทแต่ละแปลง โจทก์จึงฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลงที่ตนเป็นเจ้าของรวมจากจำเลยแปลงละ๑ ใน ๓ ส่วนได้ เพราะเป็นกรณีที่เจ้าของรวมเรียกให้แบ่งทรัพย์จากเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้ง ๒ แปลง ให้แก่โจทก์แปลงละ ๑ ใน ๓ ส่วน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2533
นางสาวมวด สร้อยนาค โจทก์
นางประกอบ พันธ์นา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวมวด สร้อยนาค · จำเลย - นางประกอบ พันธ์นา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ · อุดม เฟื่องฟุ้ง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายวรพล ชวรุ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายสมพันธ์ น้อยสง่า |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา