⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 621/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2519

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นบุตรของ ร. ซึ่งเกิดจาก ส. มารดา ก่อนส. ถึงแก่กรรม ส. ได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ ร. และโจทก์ โดยระบุให้ ร. เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมา ร. สมรสกับจำเลย และ ร. ได้ลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิที่พิพาทไว้ในฐานะผู้จัดการมรดก ก่อน ร. ถึงแก่กรรม ร. ไม่ได้ทำสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ เพียงแต่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาว่าจะแบ่งทรัพย์ของตนให้แก่บุตร และให้โจทก์ลงชื่อไว้ในหนังสือด้วยเท่านั้น แล้ว ร. ได้จดทะเบียนยกที่พิพาทให้จำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวในส่วนที่เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาส่วนของตนคืนได้เสมอ โดยไม่มีอายุความฟ้องร้อง เว้นแต่กรณีจะต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382, 1383 ฟ้องของโจทก์มิใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉล และมิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1733 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1745 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหม่อมเจ้ารัตโนภาศกับหม่อมสนิท กาญจนะวิชัย หม่อมสนิทถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๘๖ หม่อมเจ้ารัตโนภาศได้สมรสกับจำเลย เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๘๖ หม่อมสนิทได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้โจทก์ทั้งสองกับหม่อมเจ้ารัตโนภาศ โดยระบุตั้งให้หม่อมเจ้ารัตโนภาศเป็นผู้จัดการมรดก แต่การจัดการมรดกดำเนินไปโดยไม่สุจริต โดยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๕๑๘๑ ซึ่งหม่อมสนิทได้รับมรดกจากคุณหญิงหงษ์มารดา และผู้จัดการมรดกของคุณหญิงหงษ์ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้หม่อมเจ้ารัตโนภาศลงชื่อเป็นผู้รับโอนไว้ในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของหม่อมสนิท ให้แก่จำเลยประเภทให้โดยเสน่หา เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามพินัยกรรมต้องเสียเปรียบ และที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ เดิมหม่อมสนิทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาหลังจากสมรสและมีบุตร ๒ คน คือโจทก์ หม่อมสนิทได้จดทะเบียนโอนให้โจทก์ทั้งสองกับหม่อมเจ้ารัตโนภาศ ลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับหม่อมสนิท รวมเป็น ๔ คนด้วยกัน ครั้นเมื่อหม่อมสนิทถึงแก่กรรม ส่วนของหม่อมสนิทเป็นมรดกตกแก่โจทก์ทั้งสองและหม่อมเจ้ารัตโนภาศตามพินัยกรรม ต่อมาวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๐๖ หม่อมเจ้ารัตโนภาศขอรับมรดกของหม่อมสนิทเป็นของตนโดยอ้างว่าไม่มีพินัยกรรม ส่วนของหม่อมเจ้ารัตโสภาศจึงมี ๒ ใน ๔ ส่วน ความจริงส่วนของหม่อมสนิทนี้เป็นสินเดิมของหม่อมสนิทที่ตกได้แก่โจทก์ และเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๗ หม่อมเจ้ารัตโนภาศได้จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ส่วนที่ปรากฏชื่อหม่อมเจ้ารัตโนภาสนั้นให้จำเลยโดยไม่ชอบและไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ ๕๑๘๑ และ ๑๗๓๓ ระหว่างหม่อมเจ้ารัตโนภาศผู้โอน กับจำเลยผู้รับโอน ในส่วนที่เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองและหม่อมเจ้ารัตโนภาศเพื่อนำมาแบ่งตามพินัยกรรมหรือขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดดังกล่าวระหว่างหม่อมเจ้ารัตโนภาสผู้โอน กับจำเลยผู้รับโอน เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของหม่อมสนิทที่ตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง และสั่งเจ้าพนักงานที่ดินแก้รายการจดทะเบียนการโอน จำเลยให้การว่า จำเลยรับโอนที่ดินโดยสุจริต เพราะที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของหม่อมเจ้ารัตโนภาศเพียงผู้เดียวตามสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก ฉบับลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๕ ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ลงนามในสัญญานี้ด้วย สำหรับที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ จำเลยรับโอนมาเพื่อประโยชน์ในการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทายาททุกฝ่าย จำเลยพร้อมที่จะโอนเฉพาะส่วนที่เคยเป็นของหม่อมสนิทคืนให้โจทก์ตามส่วนที่ระบุไว้ในสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก ส่วนที่ดินโฉนดที่ ๕๑๘๑ ตกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหม่อมเจ้ารัตโนภาศตามสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก หม่อมเจ้ารัตโนภาศมีสิทธิโอนให้จำเลยหรือบุคคลใดก็ได้ การแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นตามสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๑๗๓๓ ที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองตามส่วนที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ กับให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๕๑๘๑ เฉพาะ ๒ ใน ๙ ส่วน เป็นของโจทก์ทั้งสองคนละ ๑ ส่วน คำขอของโจทก์ให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินแก้รายการจดทะเบียน เป็นวิธีปฏิบัติในชั้นบังคับคดี ไม่จำต้องสั่งไว้ในคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหามาสู่ศาลฎีกา เฉพาะที่ดินแปลงพิพาทโฉนดที่ ๕๑๘๑ ว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ระหว่างหม่อมเจ้ารัตโนภาศผู้โอนกับหม่อมอรุณผู้รับโอน เฉพาะส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรหม่อมเจ้ารัตโนภาศกับหม่อมสนิท หม่อมสนิทถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่หม่อมเจ้ารัตโนภาศและโจทก์ทั้งสอง โดยระบุให้หม่อมเจ้ารัตโนภาศเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๐ หม่อมเจ้ารัตโนภาศสมรสกับหม่อมอรุณ จำเลย ที่ดินแปลงพิพาทโฉนดที่ ๕๑๘๑ จำนวน ๑ ใน ๓ เป็นมรดกของหม่อมสนิทตกแก่หม่อมเจ้ารัตโนภาศและโจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม หม่อมเจ้ารัตโนภาศลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๖ หม่อมเจ้ารัตโนภาศได้จดทะเบียนยกที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลย จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบทรัพย์ให้บุตร (เอกสารหมาย ล.๑) เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก ที่ดินแปลงพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนที่เหลือจากแบ่ง ถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหม่อมเจ้ารัตโนภาศตามข้อสัญญา หม่อมเจ้ารัตโนภาศมีสิทธิโอนยกให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าหนังสือฉบับนี้ไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก เป็นแต่หนังสือแสดงเจตนาของหม่อมเจ้ารัตโนภาศว่าจะแบ่งทรัพย์ของตนให้แก่บุตรเท่านั้น ต้องถือว่าทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของหม่อมสนิทยังไม่ได้แบ่ง และไม่ทำให้ที่ดินแปลงพิพาทนี้ตกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหม่อมเจ้ารัตโนภาศ ฉะนั้น ในการที่หม่อมเจ้ารัตโนภาศเอาที่ดินแปลงพิพาทในส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนยกให้จำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงไม่มีอำนาจที่จะทำได้ โจทก์ชอบที่จะฟ้องเรียกคืน จำเลยฎีกาเกี่ยวด้วยเรื่องอายุความว่า เมื่อเจ้ามรดกตาย ทรัพย์สินของผู้ตายตกเป็นกองมรดก โจทก์ทั้งสองยังไม่มีกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืน และการฟ้องร้องเพิกถอนนิติกรรม ต้องนำมาตรา ๒๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับ ซึ่งเมื่อโจทก์ไม่นำคดีมาฟ้องภายในกำหนด ๑ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๙๙ บัญญัติว่า "เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท" จะเห็นได้ว่ามรดกของผู้ตายย่อมตกเป็นของทายาท ในเมื่อเจ้ามรดกตาย ฉะนั้น ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตั้งแต่เจ้ามรดกตาย เหตุนี้เมื่อหม่อมเจ้ารัตโนภาศเอาที่ดินแปลงพิพาทส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนยกให้จำเลยโดยไม่มีอำนาจ กรณีเช่นว่านี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอ ไม่มีอายุความฟ้องร้อง เว้นแต่กรณีจะต้องด้วยมาตรา ๑๓๘๒, ๑๓๘๓ โจทก์จึงจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน และฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องใช้สิทธิติดตามเอากรรมสิทธิ์ที่ดินของตนคืน มิใช่เป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ และมิใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2519 หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนวิชัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ หม่อมอรุณ กาญจนะวิชัย ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนวิชัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน · ล. - หม่อมอรุณ กาญจนะวิชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายมาโนช เพียรสนอง · ศาลอุทธรณ์ - นายกาญจน์ กันยะพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1200/2523ฎีกา 19883/2555ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 943/2513ฎีกา 886/2515ฎีกา 1415/2540ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 94/2493ฎีกา 185/2566ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1390/2506ฎีกา 967/2491ฎีกา 4258/2541ฎีกา 3537/2524ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 2228/2531ฎีกา 747/2484ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4832/2536ฎีกา 916/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา