⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1537/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1537/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ได้ให้ลูกหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและลูกหนี้ได้ใช้เช็คเบิกเงินและนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีหลายครั้งจนเป็นหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ดังกล่าวได้ แม้กรรมการของลูกหนี้จะกล่าวอ้างว่าลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าหนี้ หรือไม่เคยประกอบธุรกิจใดๆ หากคำกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าหนี้เกิดจากการสมยอมหรือเจ้าหนี้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ปี 2518 ลูกหนี้ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้กับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้ใช้เช็คเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากและนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีหลายครั้งจนถึงปี 2522ลูกหนี้จึงขาดการติดต่อกับเจ้าหนี้ ปี 2529 ลูกหนี้เป็นหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยเป็นเงิน 35,850,401.97 บาท เจ้าหนี้มีพยานบุคคลและพยานเอกสารนำสืบได้สอดคล้องต้องกันว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ส่วนการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เคยสอบสวนกรรมการของลูกหนี้ไว้โดยกรรมการของลูกหนี้ว่าลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าหนี้ก็เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ หรือที่ว่าลูกหนี้ไม่เคยประกอบธุรกิจใด ๆก็ปรากฏว่ากรรมการดังกล่าวไม่เคยเข้าร่วมบริหารงานของลูกหนี้กรรมการลูกหนี้บางคนก็เพิ่งเข้าเป็นกรรมการของลูกหนี้หลังจากบริษัทลูกหนี้ตั้งได้ 2-3 ปีแล้ว คำให้การของกรรมการลูกหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่า หนี้ระหว่างเจ้าหนี้ลูกหนี้เกิดจากการสมยอมหรือเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้ดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 130(8).

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.130

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

มูลกรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเงิน 35,850,401.97 บาท โดยอ้างว่าลูกหนี้เป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เสนอความเห็นต่อศาลชั้นต้นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยินยอมให้กระทำขึ้นโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันจริง แม้หากฟังได้ว่าเจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจริงก็เป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้น เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94(4) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าหนี้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ดังคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้มีนายชาญวุฒิ พูนวุฒิกุล รองสมุห์บัญชีของเจ้าหนี้ เป็นพยานให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2518ลูกหนี้มิได้บัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับเจ้าหนี้ตามเอกสารหมายจ.3 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2518 ลูกหนี้ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินจากเจ้าหนี้ในวงเงิน 15,000,000 บาท ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.4 จากนั้นลูกหนี้ได้ใช้เช็คเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากและนำเงินเข้าฝากหักทอนบัญชีหลายครั้ง จนถึงเดือนสิงหาคม 2522ลูกหนี้จึงขาดการติดต่อกับเจ้าหนี้ ลูกหนี้เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีและดอกเบี้ยคิดถึง วันที่ 2 มกราคม 2529 รวมเป็นจำนวนเงิน35,850,401.97 บาท ดังรายละเอียดปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.5 พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ประกอบด้วยพยานบุคคลและพยานเอกสาร ได้ความสอดคล้องต้องกันดังนี้ และนายจำรูญบุณยอุดมศาสตร์ กรรมการของลูกหนี้ ก็ให้การเป็นพยานของลูกหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวน คำขอรับชำระหนี้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่จริงตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของเจ้าหนี้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่เป็นจำนวนเงิน 35,850,401.97 บาท จริง อนึ่ง ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เคยสอบสวนนายจักร ปันยารชุน นายกิติ สุรภาพวงศ์และนายจำรูญ บุญยอุดมศาสตร์ กรรมการของลูกหนี้ไว้ ตามสำเนาคำให้การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวมได้ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้รายนี้นั้น เห็นว่า ที่นายจักรและนายจำรูญ ให้การไว้ว่าลูกหนี้เป็นบริษัทในเครือของเจ้าหนี้เป็นเพียงคำให้การกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าเป็นความจริง และที่นายจักรกับนายกิติ ให้การว่าลูกหนี้ไม่เคยประกอบธุรกิจใด ๆ เลยนั้น ก็เห็นว่าจากคำให้การของนายจักรที่ว่า นายจักรไม่เคยเข้าร่วมบริหารงานของลูกหนี้ไม่ทราบว่าลูกหนี้ดำเนินธุรกิจไปในทางใด นายจักรเพียงแต่ทราบในภายหลังว่าลูกหนี้ไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ๆ และจากคำให้การของนายกิติ ที่ว่านายกิติเพิ่งเข้าเป็นกรรมการของลูกหนี้เมื่อ ปี พ.ศ. 2518 หรือ2519 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ลูกหนี้ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อปี พ.ศ. 2516 ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 แล้วเป็นเวลาถึง 2 หรือ 3 ปี เห็นได้ว่าทั้งนายจักรและนายกิติ ต่างก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าลูกหนี้เคยประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้จดทะเบียนไว้ในการจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดหรือไม่ คำให้การของนายจักร นายกิติและนายจำรูญ ตามสำเนาคำให้การดังวินิจฉัยแล้ว จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ เป็นหนี้ที่เกิดจากการสมยอมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้หรือเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้กระทำขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและด้วยเหตุดังวินิจฉัยแล้ว จึงเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ดังคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน35,850,401.97 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(8). ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1537/2534 ธนาคาร ส หมา ลา ยัน จำกัด โจทก์ เจ้าหนี้ โจทก์ ธนาคาร ส หมา ลา ยัน จำกัด โจทก์ บริษัท ยูไนเต็ด สติลไป๊ป์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร ส หมา ลา ยัน จำกัด · โจทก์ - เจ้าหนี้ · โจทก์ - ธนาคาร ส หมา ลา ยัน จำกัด · จำเลย - บริษัท ยูไนเต็ด สติลไป๊ป์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรชัย สมรรถเวช · สวิน อักขรายุธ · ยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1252/2530ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1077/2527ฎีกา 374/2534ฎีกา 8294/2538ฎีกา 4851/2545ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 4145/2542ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา