⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1566/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายยืนยันตัวจำเลยได้ แม้จะจำหน้าจำเลยในขณะเกิดเหตุไม่ได้ แต่เมื่อได้เห็นรูปถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนแล้วยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ถือเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายและ บ. มีโอกาสเห็นหน้าจำเลยได้ชัดเจนเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ของคนร้ายซึ่งทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุแล้วทราบว่าเป็นรถของจำเลยจึงติดตาม จับกุมจำเลยได้หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียว จำเลยให้การ รับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนให้จำเลย ยืนปะปนกับคนอื่นประมาณ 8 คน ผู้เสียหายและ บ.ก็ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้าย การที่ผู้เสียหายจำจำเลยซึ่งอยู่ในห้องพิจารณาไม่ได้ก็เพราะจำเลยเปลี่ยนทรงผมครั้นได้ดูรูปในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยแล้ว ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคนร้าย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังลงโทษจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336, 336 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 11) ลงวันที่21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรกประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78หนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุก 4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ผู้เสียหายกับเพื่อนได้เดินทางไปตลาดศิริวัฒนาเพื่อซื้อกับข้าวขณะเดินกลับจะเข้าหอพักวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรมชวาลา คนร้ายเดินตามผู้เสียหายแล้วกระชากสร้อยคอผู้เสียหายวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ คนร้ายสตาร์ตเครื่องรถ แต่เครื่องไม่ติด ผู้เสียหายไปจับคนร้ายเพื่อนผู้เสียหายร้องขอให้คนช่วย มีคนมาช่วยจับคนร้าย แต่คนร้ายสะบัดหลุดและหลบหนีไปได้ ส่วนสร้อยคอของผู้เสียหายนั้นคนร้ายทำตกไว้ที่ท้ายรถจักรยานยนต์นั่นเอง ร้อยตำรวจเอกธวัชชัย มวญนราได้รับแจ้งจากศูนย์วิทย์นครพิงค์ว่ามีคนร้ายกระชากสร้อยคอผู้เสียหายที่บริเวณหน้าวิทยาลัยครูเชียงใหม่ คนร้ายทิ้งรถจักรยานยนต์พร้อมสร้อยคอของผู้เสียหายไว้ในที่เกิดเหตุแต่วันนั้นจับกุมคนร้ายไม่ได้รุ่งขึ้นจับจำเลยได้ที่บ้านพักเหตุที่จับได้เพราะตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุจึงทราบว่าเป็นของจำเลย ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้าย ขณะนั้นจำเลยมีทรงผมตามภาพถ่ายประจำตัวของจำเลยแต่ในวันพิจารณาคดี จำเลยเปลี่ยนทรงผมเป็นไว้ผมสั้น มีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อผู้เสียหายจำคนร้ายที่อยู่ในห้องพิจารณาไม่ได้ ภายหลังโจทก์ให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้เสียหายและพยานโจทก์ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้ายนั้นไม่ชอบโจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานที่จะฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่าการที่ผู้เสียหายเบิกความว่า ในห้องพิจารณานี้ไม่มีคนร้ายต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้เสียหายดูผู้เสียหายดูรูปแล้วจำได้ว่าคนร้าย จึงยืนยันว่าในวันเกิดเหตุคนร้ายไว้ทรงผมดังเช่นที่ปรากฏในบัตรประจำตัวประชาชนไม่ได้ไว้ทรงผมเหมือนในวันพิจารณาคดีซึ่งเป็นทรงผมสั้น ฉะนั้นการที่ผู้เสียหายจำจำเลยไม่ได้เป็นเพราะจำเลยได้เปลี่ยนทรงผมจากทรงผมยาวเป็นทรงผมสั้น ครั้นเมื่อได้ดูรูปในบัตรประจำตัวของจำเลยแล้วยืนยันว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับคนร้ายที่กระชากสร้อยคอของผู้เสียหายไป นางสาวบุญศรี เป็งลิมูล เมื่อดูรูปในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยแล้วยืนยันเช่นเดียวกับผู้เสียหายซึ่งศาลฟังเป็นพยานประกอบกับข้อที่พยานโจทก์ยืนยันตั้งแต่แรกแล้วว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ยืนอยู่ข้างถังขยะหน้าโรงแรมชวาลาผู้เสียหายและนางสาวบุญศรีมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยได้ชัดเจนเพราะขณะนั้นเป็นเวลา 18 นาฬิกา ของเดือนสิงหาคม และไม่มีอะไรปิดกั้น แสงสว่างในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีเพียงพอที่ผู้เสียหายและนางสาวบุญศรีจะจำจำเลยได้ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุได้พบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายที่ทิ้งไว้เมื่อตรวจสอบแล้วทราบว่าเป็นรถของจำเลยและติดตามจับกุมจำเลยได้ในวันรุ่งขึ้นนั่นเอง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาให้ทราบจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุม ต่อมาพนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายและนางสาวบุญศรีชี้ตัวคนร้าย โดยให้จำเลยยืนปะปนกับคนอื่นประมาณ 8 คน ผู้เสียหายและนางสาวบุญศรีชี้ตัวจำเลยว่าเป็นคนร้าย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงที่จะลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2534 อัยการ เชียงใหม่ โจทก์ นาย สนอง นาวี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ เชียงใหม่ · จำเลย - นาย สนอง นาวี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุไร คังคะเกตุ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา