⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1569/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1569/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวนที่อ้างเป็นพยานบอกเล่า ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบจึงจะลงโทษจำเลยได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นคนร้ายลักเงินจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหายสาขาราษฎร์บูรณะ คงมีเพียงพ. เบิกความว่าเห็นจำเลยลักเงินจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหายสาขาสะพานขาว และพนักงานสอบสวนเบิกความว่านอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพว่าลักเงินผู้เสียหายสาขาสะพานขาวแล้ว จำเลยยังรับสารภาพว่าลักเงินผู้เสียหายสาขาราษฎร์บูรณะโดยมีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนบันทึกการชี้เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมภาพถ่ายพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ต้องมีพยานอื่นมาฟังประกอบจึงจะลงโทษจำเลยได้ พยานโจทก์นอกจากนี้ก็ล้วนเป็นพยานปลายเหตุ ไม่ทำให้ คดีโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่าจำเลยลักเงินของ ผู้เสียหายสาขาราษฎร์บูรณะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, 91 ให้จำเลยคืนเงิน 1,700 บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษต่อจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 1,700 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นของศาลต่าง ๆ นั้น โจทก์มิได้แถลงว่าผลคดีในแต่ละคดีเป็นอย่างไรจึงให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินสดในตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหาย สาขาราษฎร์บูรณะถูกคนร้ายลักเอาไปตามฟ้อง คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายพิพัฒน์ เตชมณี พนักงานของผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เห็นจำเลยลักเอาเงินสดจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหาย สาขาสะพานขาว แต่คนร้ายที่ลักเอาเงินสดจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหายสาขาราษฎร์บูรณะ ทั้งสามครั้งตามฟ้อง โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น คงมีพันตำรวจโทนรินทร์ โภควนิช พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อจำเลยถูกจับกุมตอนถูกกล่าวหาว่าลักเงินสดจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหาย สาขาสะพานขาวนั้นชั้นสอบสวน นอกจากจำเลยจะให้การรับสารภาพว่าเป็นคนร้ายครั้งดังกล่าวนี้แล้ว จำเลยยังรับสารภาพว่าเป็นคนร้ายลักเอาเงินสดทั้งสามครั้งตามฟ้องไปด้วย ซึ่งนายพิพัฒน์พยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่าจำเลยให้การรับสารภาพดังที่พันตำรวจโทนรินทร์เบิกความ โดยโจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนบันทึกการชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมภาพถ่ายอ้างส่งศาลเป็นพยานสนับสนุน เห็นว่า ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวล้วนเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย ลำพังแต่พยานดังกล่าวนี้ทั้งหมดยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง หากยังต้องมีพยานอื่นมาฟังประกอบจึงจะฟังลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ แต่พยานโจทก์นอกจากที่กล่าวแล้วที่จะมาฟังประกอบก็ล้วนเป็นพยานปลายเหตุไม่ทำให้คดีโจทก์มีน้ำหนักดีขึ้นได้เลย ส่วนที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าลักเงินสดจากตู้บริการเงินด่วนของผู้เสียหาย สาขาสะพานขาว นั้นไม่อาจนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานในคดีนี้ให้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มั่นคงให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายลักเอาเงินของผู้เสียหายไปดังที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1569/2534 อัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย อม รหรือหนุ่ย นาค ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย อม รหรือหนุ่ย นาค ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา