⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2146/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2146/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าตนเองครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอดและโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครอง ย่อมแสดงว่าจำเลยไม่ได้แย่งการครอบครองจากโจทก์ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

ย่อคำพิพากษา

เมื่อจำเลยให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนบัดนี้ โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแสดงว่าจำเลยหาได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปีนับแต่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ก็ตาม กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อใด และเกินกำหนดเวลาเรียกคืนการครอบครองหรือฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2528 โจทก์ทั้งสองต่างซื้อที่ดินมือเปล่าจากนางโสม วรพุทหรือวรพุฒหลังจากนั้นโจทก์ต่างก็เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ซื้อมาเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2530 จำเลยและบริวารบุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้ทำนาในที่ดินพิพาท ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทำนาได้ข้าวเปลือกปีละ 2,800 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 8,400 บาท ที่ดินของโจทก์ที่ 2 ทำนาได้ข้าวเปลือกปีละ 4,400 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน10,200 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทในสำนวนที่ 1 และที่ 3เป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ดินพิพาทในสำนวนที่ 2 และที่ 4 เป็นของโจทก์ที่ 2 ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,800 กิโลกรัม หรือใช้ราคาเป็นเงิน8,400 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 4,400 กิโลกรัม หรือใช้ราคาเป็นเงิน10,200 บาท จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของบิดาจำเลยและยกให้จำเลยเมื่อประมาณ 25 ปีมาแล้วหลังจากนั้นจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในฐานะเจ้าของตลอดมาจนบัดนี้ นางโสม วรพุทหรือวรพุฒมารดาจำเลยไม่มีอำนาจเอาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยไปขายให้แก่โจทก์ โจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2528 แต่โจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนบัดนี้เป็นเวลาเกิน 1 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความที่ดินพิพาทเกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ทำนาได้ข้าวเปลือกประมาณปีละ 1,000กิโลกรัม ขายได้ราคาไม่เกิน 3,000 บาท เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ทำนาได้ข้าวเปลือกไม่เกินปีละ 1,100 กิโลกรัมขายได้ราคาไม่เกิน 2,800บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นางโสม วรพุทหรือวรพุฒมารดาจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และขายที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2ให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายในอัตราปีละ 1,800บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายในอัตราปีละ 6,600 บาทจำเลยบุกรุกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2530 โจทก์ฟ้องคดีในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2530ยังไม่เกิน 1 ปีฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.6เป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ดินพิพาทเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวาตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2 เป็นของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยชดใช้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราปีละ 600 กิโลกรัม หากใช้ไม่ได้ให้ใช้เป็นเงินปีละ 1,800 บาท ให้จำเลยชดใช้ข้าวเปลือกแก่โจทก์ที่ 2 ปีละ 1,100 กิโลกรัมหากใช้ไม่ได้ให้ใช้เป็นเงินปีละ 3,300 บาทนับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2530 จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่สำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาจนบัดนี้ โจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาท แสดงว่า จำเลยหาได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่จำต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่เมื่อใดและฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่วินิจฉัยในประเด็นนั้น จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2146/2534 นาย สุพี บุญเถิง โจทก์ นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ จำเลย นาย ทอง สี ทอง ยุ่น โจทก์ นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ จำเลย นาย สุพี บุญเถิง โจทก์ นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ จำเลย นาย ทอง สี ทอง ยุ่น โจทก์ นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุพี บุญเถิง · จำเลย - นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ · โจทก์ - นาย ทอง สี ทอง ยุ่น · จำเลย - นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ · โจทก์ - นาย สุพี บุญเถิง · จำเลย - นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ · โจทก์ - นาย ทอง สี ทอง ยุ่น · จำเลย - นางสาว ทอง มี วรพุทหรือวรพุฒ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3089/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 1153/2501ฎีกา 6405/2550ฎีกา 7619/2543ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 1686/2520ฎีกา 7706/2548ฎีกา 2938/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 5051/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2923/2535ฎีกา 7546/2542ฎีกา 178/2485ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2792/2535ฎีกา 459/2546ฎีกา 344/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา