⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 228/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์เป็นของกลางและมอบให้ผู้อื่นเก็บรักษาไว้โดยตรงแล้ว แม้เจ้าพนักงานผู้นั้นจะนำทรัพย์นั้นไปขาย ก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าพนักงานผู้นั้นมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์นั้นโดยตรงตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แล้วอาศัยโอกาสนั้นลักทรัพย์ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงจะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สายตรวจเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจยึดเลื่อยยนต์ เป็นของกลางและมอบให้นายดาบตำรวจ ส. เป็นผู้เก็บรักษาไว้แล้ว จำเลยที่ 1 หาได้มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเลื่อยยนต์ ของกลางโดยตรงไม่ แม้จำเลยที่ 1จะเป็นผู้นำเลื่อยยนต์ ดังกล่าวไปขาย ก็ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามและสายตรวจซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งของต่าง ๆ ในบริเวณสถานีตำรวจ ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งโดยชอบให้ดูแลรักษาทรัพย์ของกลางที่สถานีตำรวจด้วย การที่จำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสดังกล่าวลักเลื่อยยนต์ ของกลางซึ่งอยู่ในความดูแลตามหน้าที่ไปขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.142 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142, 147 157, 335, 357, 83, 86 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142, 147, 157, 335, 90 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ท่คี่ 147, 157 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142, 335 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุก 4 ปี 6 เดือนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ด้วย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมาย และมีคำสั่งของผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่เวรยามและสายตรวจ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เวรยามจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักเลื่อยยนต์ของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองพอกยึดมาเป็นของกลางเพื่อเป็นพยานหลักฐานและพนักงานสอบสวนมอบของกลางดังกล่าวให้นายดาบตำรวจสัมพันธวงศ์ ผดุงเวียงเป็นผู้เก็บรักษาไว้ที่ห้องเก็บรักษาทรัพย์หรือห้องคดี มีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ผู้กระทำผิดต้องมีหน้าที่จัดการหรือรักษาเลื่อยยนต์ของกลางโดยชอบแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต แต่คดีนี้จำเลยที่ 1มีตำแหน่งหน้าที่สายตรวจมีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดหาได้มีหน้าที่ในการจัดการหรือรักษาของกลางโดยตรงไม่ ผู้มีหน้าที่รักษาและผู้ที่พนักงานสอบสวนมอบหมายให้เป็นผู้รักษาคือนายดาบตำรวจสัมพันธวงศ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาเลื่อยยนต์ของกลางโดยตรง ย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เห็นว่าระหว่างจำเลยที่ 1 ลักเลื่อยยนต์ของกลาง ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เวรยามและสายตรวจ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ความสะอาดและรักษาสิ่งของต่าง ๆ ในบริเวณสถานีตำรวจภูธร อำเภอหนองพอก ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งโดยชอบให้ดูแลรักษาทรัพย์ของกลางที่สถานีตำรวจดังกล่าวด้วยจำเลยที่ 1 ได้อาศัยโอกาสระหว่างตนเองทำหน้าที่เวรยามลักเลื่อยยนต์ของกลางซึ่งอยู่ในความดูแลตามหน้าที่ไปขายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142, 157, 335 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนัก นอกจากที่แก้และกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด โจทก์ สิบตำรวจโท บุญ รัตน์ เอื้อ กิจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด · จำเลย - สิบตำรวจโท บุญ รัตน์ เอื้อ กิจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญสิน ตุลากัน · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1092/2505ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1172/2511ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 1368/2509ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 18654/2555ฎีกา 16889/2555ฎีกา 831/2532ฎีกา 2747/2529ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 3107/2533ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532ฎีกา 2724/2519ฎีกา 9368/2552ฎีกา 1211/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา