⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2566/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะบันทึกการจับกุมที่ทำขึ้นทันทีหลังการจับกุม ถือเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แม้พยานจะเบิกความเปลี่ยนแปลงไปในชั้นพิจารณา แต่หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือจำเลย ก็ให้รับฟังพยานหลักฐานเดิมที่สอดคล้องกับบันทึกการจับกุมนั้น

ย่อคำพิพากษา

พยานโจทก์เบิกความตามลำดับเหตุการณ์สอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะบันทึกการจับกุม ซึ่งทำกันทันทีที่จับกุม น. ซึ่งถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยรับว่าได้ซื้อเฮโรอีนจากจำเลยที่ 1 แม้ในชั้นพิจารณา น.จะเบิกความเป็นอย่างอื่นว่าได้ซื้อเฮโรอีนมาส่งให้จำเลยที่ 1 เพื่อเสพด้วยกันก็ตาม แต่เป็นที่เห็นได้ว่าที่เบิกความเช่นนั้นก็เพื่อช่วยจำเลยที่ 1 จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายเฮโรอีนให้ น. จริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม.66

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67,97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91ริบเฮโรอีนและเงิน 30 บาท ที่ได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนของกลางคืนเงิน 40 บาทของกลาง ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าของ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิเสธข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าเคยต้องโทษตามคดีหมายเลขแดงที่ 572/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66, 67 จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15,67 ฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 2 ปีจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2กึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปีฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี ริบของกลางเฮโรอีนและเงิน 30 บาทที่ได้จากการจำหน่ายเฮโรอีน คืนเงิน 40 บาท ของกลางที่ใช้ทำการล่อซื้อให้แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 67 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือนเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 66 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยที่ 1 มียาเสพติดให้โทษจำนวน 0.08 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้นายนิตย์ แสงเพ็ชรอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 66 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีพยานคือ พลตำรวจไพรวัลย์ บุญช่วย เบิกความว่าได้รับแจ้งทางวิทยุจากพลตำรวจสุมิตรว่ามีชายแก่ลักษณะติดยาเสพติดให้โทษขี่รถจักรยานตรงไปที่บ้านของจำเลยทั้งสองพยานใช้กล้องส่องดู เห็นชายคนหนึ่งถีบรถจักรยานเข้าไปที่บ้านของจำเลยทั้งสอง เห็นจำเลยที่ 1 ออกมายื่นของส่งให้ชายนั้นและขายนั้นส่งเงินให้จำเลยที่ 1 พยานจึงได้แจ้งทางวิทยุให้ร้อยตำรวจโทไพศาลทราบ ร้อยตำรวจโทไพศาลได้เบิกความว่าพลตำรวจไพรวัลย์ซึ่งส่องกล้องดูอยู่ที่บ้านฝั่งตรงกันข้ามได้วิทยุแจ้งว่าขายที่ขี่จักรยานไปถึงที่หน้าบ้านจำเลยแล้วแล้วจำเลยที่ 1 ได้ลงจากบ้านมายืนอยู่ภายในรั้วคุยกับชายคนนั้นครู่หนึ่งชายคนนั้นก็จูงรถจักรยานออกไปพลตำรวจเกรียงไกร ฤชาญ เบิกความว่าได้รับแจ้งทางวิทยุจากพลตำรวจสุมิตรว่า มีชายชราคนหนึ่งถีบรถจักรยานเข้าไปซื้อยาเสพติดให้โทษที่บ้านของจำเลยที่ 2 พยานกับร้อยตำรวจโทไพศาลและสิบตำรวจโทพยัพได้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปที่บ้านจำเลยเมื่อไปถึงเห็นจำเลยที่ 1 กำลังส่งของให้ชายชราคนนั้นแล้วจำเลยที่ 1 วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน พยานจับชายชราคนนั้นได้ทราบชื่อว่านายนิตย์ แสงเพ็ชร พร้อมเฮโรอีน 1 หลอด สำหรับนายนิตย์ นี้ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพว่าได้ซื้อเฮโรอีนจากจำเลยที่ 1 จริง เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์เบิกความตามลำดับเหตุการณ์สอดคล้องต้องกันโดยเฉพาะบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งทำกันทันทีที่จับกุมตัวจำเลยทั้งสองและนายนิตย์ได้ นายนิตย์ก็รับว่าได้ซื้อเฮโรอีนจากจำเลยที่ 1 จริง แม้ว่าในชั้นพิจารณานายนิตย์จะเบิกความเป็นอย่างอื่นว่า ได้ซื้อเฮโรอีนมาส่งให้จำเลยที่ 1เพื่อเสพด้วยกันก็ตามแต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า ที่เบิกความเช่นนั้นก็เพื่อช่วยจำเลยที่ 1 ที่นายนิตย์เบิกความว่าเป็นผู้นำเฮโรอีนมามอบให้จำเลยที่ 1 โดยโยนข้ามรั้วไปให้นั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ขายเฮโรอีนให้นายนิตย์จริง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามมาตรา 66 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี รวมกับโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองตาม มาตรา 67 ซึ่งศาลอุทธรณ์กำหนดโทษไว้แล้วเป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ โจทก์ นาย สมคิด หรือ หนู เต็ม ศ รี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ · จำเลย - นาย สมคิด หรือ หนู เต็ม ศ รี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 848/2545ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ