⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3287/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3287/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ค่าปรับได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูงมากกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ จึงให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไปพลางก่อน ดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนเพื่อให้จำเลยนำเงินมาชำระค่าปรับ มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเสียทีเดียว เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้กักขังจำเลยจนครบกำหนด30 วันแล้ว จำเลยก็ยังไม่ชำระค่าปรับเช่นนี้แสดงว่าจำเลยฝ่าฝืนไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ค่าปรับได้ไม่เป็นการผิดเจตนารมย์ ของ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2512 และพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 โดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 43,008,673.40 บาทไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30หากกักขังแทนให้กักขังมีกำหนด 2 ปี เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ในวันเดียวกันนั้นก็มีคำสั่งออกหมายกักขังจำเลยที่ 2แทนค่าปรับไปพลางก่อน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระค่าปรับและออกหมายปล่อยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เนื่องจากศาล มีคำสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนโดยให้หักวันต้องขังมาแล้วให้ 2 วัน จำเลยที่ 2 ถูกกักขังอีก 30 วันรวมเป็น 32 วัน ถือได้ว่า ศาลได้บังคับคดีจำเลยที่ 2 โดยวิธีกักขังแทนค่าปรับ จะนำวิธียึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับอีกไม่ได้เมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ชำระค่าปรับก็ไม่ควรสั่งปล่อยตัวจำเลยที่ 2ขอให้ศาลมีคำสั่งกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับและสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่จำเลยที่ 2 ต้องโทษปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกา และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระค่าปรับภายใน 30 วันโดยให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นจะปล่อยตัวจำเลยที่ 2 แล้วสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2ใช้ค่าปรับไม่ได้นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28 บัญญัติว่า"ผู้ใดต้องโทษปรับผู้นั้นจะต้องชำระเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาล" และมาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษาผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้" ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 28 ดังกล่าวนั้นมีเจตนารมย์ให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับด้วยเงินตามจำนวนมีกำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาลส่วนบทบัญญัติของมาตรา 29 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการเพื่อบังคับผู้ต้องโทษปรับที่ไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยกำหนดไว้ 2 วิธีคือ ยึดทรัพย์ของผู้นั้นใช้ค่าปรับ หรือกักขังผู้นั้นแทนค่าปรับ โดยให้ศาลพิจารณาเลือกใช้บังคับเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งตามควรแก่รูปคดีเมื่อไม่มีทางที่จะได้เงินมาใช้ค่าปรับก็สมควรใช้วิธีกักขังแทนค่าปรับต่อไปในการดำเนินการดังกล่าวถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับศาลจะสั่งเรียกประกัน หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้ การสั่งกักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนนั้นเป็นมาตราการอย่างหนึ่งของศาลที่จะสั่งให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษปรับนั้นได้เพื่อมิให้ผู้นั้นหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับดังกล่าว สำหรับกรณีจำเลยที่ 2 นั้นต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษปรับจำนวน 43,008,673.40 บาท ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้วได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน แต่เนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูงมากกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับจึงให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้มาตรการกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับไปพลางก่อนเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระค่าปรับตามที่ได้มีคำสั่งไว้ในวันอ่านคำพิพากษาฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังนั้นเอง มิใช่เป็นกรณีศาลชั้นต้นให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับเสียทีเดียวไม่การดำเนินการดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี-เป็นกรณีไปโดยไม่จำต้องสอบถามหรือเรียกประกันจากจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้กักขังจำเลยที่ 2 จนครบกำหนด 30 วัน ตามมาตรา 29 แล้วจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกาเช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนไม่ชำระค่าปรับตามที่มาตรา 29 กำหนดไว้ศาลชั้นต้นจึงย่อมมีอำนาจสั่งให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2เพื่อใช้ค่าปรับได้ ไม่เป็นการผิดเจตนารมย์ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3287/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด พังงา โจทก์ นาย สมบัติ ทวี แสง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด พังงา · จำเลย - นาย สมบัติ ทวี แสง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 594/2532ฎีกา 8080/2538ฎีกา 29/2485ฎีกา 2920/2554ฎีกา 4897/2550ฎีกา 4959/2547ฎีกา 6301/2533ฎีกา 880/2505ฎีกา 2599/2544ฎีกา 1585/2545ฎีกา 478/2515ฎีกา 2987/2543ฎีกา 13584/2558ฎีกา 57/2482ฎีกา 6722/2539ฎีกา 1685/2479ฎีกา 541/2517ฎีกา 84/2487ฎีกา 768/2486ฎีกา 628/2485ฎีกา 1857/2517ฎีกา 1579/2521ฎีกา 60/2488ฎีกา 5252/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา