⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3415/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์นำสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อเรียกเงินที่กู้ไปตามสัญญาฉบับดังกล่าวอีก โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกัน ต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อน โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกับ น. อ้างว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไป 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 5,000 บาท และครั้งหลังจำนวน 10,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และ น. เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากจำเลยที่ 1 กู้เงินไปแล้ว ไม่ชำระโจทก์ขอคิดดอกเบี้ย 5 ปี นับแต่วันรับเงินไป รวมเป็นดอกเบี้ย 9,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองและน. ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 24,000 บาท จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ถอนฟ้อง น. ศาลอนุญาตหลังจากสืบพยานโจทก์ และจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยว่า คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยืมเงินโจทก์ 5,000 บาท และ 10,000 บาท มีจำเลยที่ 2ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินคืนโจทก์แล้ว 9,500 บาทโจทก์ย่อมรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ไม่เต็มตามฟ้องแต่กลับฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเกินกว่าเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้โดยอาศัยสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันฉบับเดิมโดยบรรยายว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยไปบ้างแล้ว คงค้างเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วนเช่นนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลในคดีก่อนนั้นเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์นำสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อเรียกเงินที่กู้ไปตามสัญญาฉบับดังกล่าวอีก โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งห้าในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยร่วมใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบแปดในข้อมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันกระทำต่อจำเลยร่วมเป็นเงิน 5,857,335,702.17บาท เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียผลประโยชน์เป็นเงิน 204,093,309.07 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 18 ให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ขอให้เรียกบริษัทราชาเงินทุน จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกว่าจำเลยที่ 19 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์จำเลยที่ 14 ถึงที่ 18 คัดค้าน ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ถอนอุทธรณ์ได้ จำเลยที่ 14 ถึงที่ 18 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 246 ของลักษณะ 1 ว่าด้วยอุทธรณ์ได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณา และการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม คำฟ้องอุทธรณ์ก็เป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) ดังนั้นจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการถอนคำฟ้องตามมาตรา 175 มาใช้บังคับเกี่ยวกับการถอนคำฟ้องอุทธรณ์โดยอนุโลม ซึ่งการถอนคำฟ้องในคดีแพ่งนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 บังคับเพียงว่าให้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อนที่จะสั่งอนุญาตให้ถอนคำฟ้องแม้จำเลยคัดค้านก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และการที่โจทก์ขอถอนคำฟ้องเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อเอาเปรียบในเชิงคดีดังนั้น เมื่อคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และโจทก์ที่ 4 ที่ 5 ขอถอนอุทธรณ์ก็ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะอนุญาตให้โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ถอนอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246ประกอบด้วยมาตรา 175 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ที่ 4และที่ 5 ถอนอุทธรณ์ได้จึงชอบด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246ประกอบด้วยมาตรา 175 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ที่4 และที่ 5 ถอนอุทธรณ์ได้จึงชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 14 ถึงที่ 18 อ้างว่า จะทำให้ตนเสียเปรียบเพราะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อาจไม่มีเงินชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนตามคำพิพากษาของศาลก็ดี หรือเกรงว่าต่อไปในชั้นฎีกาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อาจขอฎีกาอย่างคนอนาถาก็ดี ล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีบทบัญญัติของกฎหมายได้บัญญัติไว้แล้วและเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาสั่งการได้ตามกฎหมายเป็นกรณีไปมิใช่เงื่อนไขที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์หรือไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2534 สหกรณ์การเกษตร สว่าง แดน ดิน จำกัด โจทก์ นาย เพ็ง นิลไชย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหกรณ์การเกษตร สว่าง แดน ดิน จำกัด · จำเลย - นาย เพ็ง นิลไชย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิเวศน์ คำผอง · ยงยุทธ ธารีสาร · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2570/2554ฎีกา 345/2495ฎีกา 2779/2544ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2585/2525ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 3785/2545ฎีกา 7706/2548ฎีกา 1182/2491ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1081/2549ฎีกา 1642/2545ฎีกา 261/2506ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา