⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3919/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือคำให้การของจำเลยและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่มีผลให้จำเลยมีสิทธิฎีกา - การที่บุคคลหนึ่งออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนแทนเจ้าของทรัพย์สินที่เสียหายจากการละเมิด ยังไม่ถือเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายนั้นแล้ว เจ้าของทรัพย์สินจึงยังมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ - สัญญาที่ตกลงให้บุคคลหนึ่งจ่ายเงินค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายแทนไปก่อน และจะให้บุคคลนั้นจ่ายคืนภายหลัง ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้หนี้ที่เกิดจากมูลละเมิดระงับไป - การที่เรือชนเสาสะพานเนื่องจากผู้ควบคุมเรือไม่บังคับเรือเข้าไปในช่องทางที่ใช้เป็นทางสำหรับให้เรือแล่นผ่านโดยเฉพาะ ถือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ควบคุมเรือ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 7 มิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมไว้เช่นเดียวกับจำเลยอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือคำให้การของตน ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ ก็ไม่มีผลให้จำเลยที่ 7 มีสิทธิฎีกา โจทก์เป็นเจ้าของสะพานเทพหัสดินทร์ซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 5 แม้จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินค่าซ่อมแซมสะพานที่เสียหายนั้นไปแทนโจทก์ ก็เป็นการออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนเท่านั้น โจทก์ยังต้องชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ทดรองจ่ายไปดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง สัญญาเอกสารหมาย ล.15 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างบริษัท น. เป็นผู้รับจ้างซ่อมสะพานโดยได้จ่ายค่าซ่อมสะพานแทนจำเลยที่ 3 ไปก่อนแล้ว จำเลยที่ 3 จะจ่ายเงินนั้นคืนให้จำเลยที่ 1สัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสะพานที่ถูกละเมิดกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหาทำให้หนี้ซึ่งเกิดจากมูลละเมิดระงับไปไม่ สะพานเทพหัสดินทร์มีช่องกลางสะพานให้เรือลอด ได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ผู้เดินเรือด้วยกัน ช่องทางที่เกิดเหตุเรือชนเสาสะพานไม่ใช่ช่องทางให้เรือแล่น การที่เรือพ่วงชนเสาสะพานจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือลากจูงที่ไม่บังคับเรือเข้าไปในช่องทางที่ใช้เป็นทางสำหรับให้เรือแล่นผ่านโดยเฉพาะ เป็นเหตุให้ผักตบชวาไปปะทะ กับหัวเรือพ่วงที่ลากจูงมาแล้วเบี่ยงเบนไปชนกับเสาสะพานจนเกิดความเสียหาย ในระหว่างที่จำเลยที่ 5 ขับเรือลากจูงเรือพ่วงของจำเลยที่ 1นั้นยังมืดอยู่ไม่มีแสงจันทร์ และจำเลยที่ 5 ไม่ได้ใช้ไฟฉายเป็นสัญญาณใด ๆ ระหว่างเรือลากจูงกับเรือพ่วงเลย จำเลยที่ 5 เห็นผักตบชวาในระยะใกล้เมื่อเรือเข้าไปอยู่ใต้สะพานแล้วไม่สามารถกลับลำได้ จึงไม่มีทางที่ผู้ที่อยู่ในเรือพ่วงจะทราบและเตรียมป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ การที่เรือพ่วงชนสะพานของโจทก์จึงมิใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ผู้ควบคุมเรือพ่วง กรมทางหลวงโจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ มีระเบียบแบบแผนในการหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งในกรณีที่มีการละเมิดเกิดขึ้น จะถือเอาวันที่อธิบดีของโจทก์รับทราบโดยทางบอกเล่าหรือโดยทางหนังสือพิมพ์นั้นหาได้ไม่ ต้องถือเอาวันที่อธิบดีของโจทก์รับทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง เป็นวันที่โจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การที่องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จำเลยที่ 9 ว่าจ้างจำเลยที่ 7 เจ้าของเรือลากจูงไปทำการลากจูงเรือพ่วงโดยจำเลยที่ 5ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 เป็นผู้ควบคุมเรือแล้วขับไปชนสะพานเทพหัสดินทร์ เท่ากับจำเลยที่ 7 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 และถือได้ว่าจำเลยที่ 9 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 ด้วย จำเลยที่ 9จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 7 ในผลแห่งละเมิด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.73 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.74 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.610 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.631 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของสะพานเทพหัสดินทร์ซึ่งทอดข้ามแม่น้ำบางปะกง จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือบาส(เรือพ่วง) และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมเรือบาส ดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 และ ที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 7 มีหน้าที่ควบคุมเรือและเครื่องยนต์เรือลากจูงศุภนาวา 63 ซึ่งจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 9 เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำการขนส่งอุปกรณ์และสิ่งของที่บรรทุกอยู่ในเรือบาส ของจำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 7 อีกทอดหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2525จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ร่วมกันขับเรือศุภนาวาลากจูงเรือบาส ซึ่งควบคุมบังคับโดยจำเลยที่ 2 ไปตามลำแม่น้ำบางปะกง ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 และที่ 8 ด้วยความประมาทเลินเล่อลอดใต้สะพานเทพหัสดินทร์ ชนกระแทกกับเสาสะพานจนหักออกจากกันจำนวน 2 ต้น ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ 3 ต้น คานรับพื้นสะพานและพื้นสะพานทรุดเอียงตัว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมสะพานดังกล่าวเป็นเงิน 6,810,363.17 บาทโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งเก้าให้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งเก้าเพิกเฉยเสีย โจทก์เพิ่งทราบถึงการละเมิดของจำเลยทั้งเก้า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2526 ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น7,749,586.89 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ให้การปฏิเสธความรับผิด จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 7 ให้การว่า จำเลยที่ 7 รับจ้างจำเลยที่ 9 ซึ่งทำสัญญาทางเรือไว้กับจำเลยที่ 1 เหตุที่เรือบาส ของจำเลยที่ 1 ชนเสาสะพานโจทก์เพราะเรือดังกล่าวไม่มีหางเสือและไม่มีคุณสมบัติเป็นเรือบรรทุกในท้องน้ำ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือบาส และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่มีคุณวุฒิและความสามารถในการควบคุมเรือทั้งการให้ลากจูงเรือได้กระทำกันในเวลากลางคืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ต้องการความประหยัดค่าใช้จ่าย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเกินความเป็นจริง และคดีโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 9 ทำสัญญารับจ้างจำเลยที่ 1ทำการลาดจูงเรือบาส ของจำเลยที่ 1 ไปบรรทุกของที่ท่าเรือสัตหีบในการนี้จำเลยที่ 9 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 7 ทำการลาดจูงแทนโดยมีข้อตกลงให้รับผิดชอบขาดตอนไป จำเลยที่ 9 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือให้ความยินยอมในการลากจูงเรือและละเมิดต่อโจทก์ หลังจากการละเมิดแล้ว จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ได้ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมสะพานแล้วจำเลยที่ 3 จะจ่ายคืนให้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดชอบ โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมสะพาน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายของโจทก์ที่เรียกร้องเกินความจริง และคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 6,810,363.17 บาท ให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 7 ที่ 9 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 9 โจทก์และจำเลยที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาฟ้องเคลือบคลุมว่า จำเลยที่ 7 มิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ไว้เช่นเดียวกับจำเลยอื่น จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือคำให้การของตน ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยก็ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 7 มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นของเจ้าของสะพานเทพหัสดินทร์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 5 แม้จำเลยที่ 1 ได้ออกเงินค่าซ่อมแซมสะพานที่เสียหายนั้นไปแทนโจทก์ ก็เป็นการออกเงินทดรองจ่ายไปก่อนเท่านั้น โจทก์ยังต้องชดใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ทดรองจ่ายไปดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ส่วนสัญญาเอกสารหมาย ล.15 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 ยินยอมให้ จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด เป็นผู้รับจ้างซ่อมสะพานโดยได้จ่ายค่าซ่อมสะพานแทนจำเลยที่ 3 ไปก่อนแล้ว จำเลยที่ 3 จะจ่ายเงินนั้นชดใช้คืนให้จำเลยที่ 1 สัญญาดังกล่าวนั้นจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หาทำให้หนี้ซึ่งเกิดจากมูลละเมิดระงับไปไม่ ปัญหาความประมาทเลินเล่อ เห็นว่า สะพานเทพหัสดินทร์ ได้สร้างซ่อมกลางสะพานให้เรือลอดโดยมีลักษณะพิเศษคือมีตอหม้อหนาใหญ่เป็นพิเศษมียางรับกันกระแทกด้วย พื้นกลางช่องสะพานปิดเปิดให้เรือที่มีความสูงมากพิเศษผ่านได้ เป็นที่รู้กันทั่วไปสำหรับผู้เดินเรือด้วยกัน ช่องทางที่เกิดเหตุเรือชนเสาสะพานไม่ใช่ช่องทางให้เรือวิ่ง จึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การที่เรือบาส ชนเสาสะพานนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือศุภนาวาที่ไม่บังคับเรือเข้าไปในช่องทางที่ใช้เป็นทางสำหรับให้เรือแล่นผ่านโดยเฉพาะ แต่นำเรือเข้าไปในช่องทางที่ไม่ได้สร้างสำหรับให้นำเรือลอดเป็นเหตุให้ผักตบชวาไปปะทะกับหัวเรือบาส ที่ลากจูงมาแล้วเบี่ยงเบนไปชนกับเสาสะพาน จนเกิดความเสียหาย ในระหว่างที่จำเลยที่ 5 ขับเรือศุภนาวาลากจูงเรือบาส ของจำเลยที่ นั้น ยังมืดอยู่ ไม่มีแสงจันทร์และจำเลยที่ 5 ไม่ได้ใช้ไฟฉายเป็นสัญญาณใด ๆ ระหว่างเรือศุภนาวากับเรือบาส นั้นเลย และจำเลยที่ 5 เห็นผักตบชวานั้นในระยะใกล้เมื่อเรือเข้าไปอยู่ใต้สะพานแล้วไม่สามารถกลับลำได้ จึงเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขับเรือศุภนาวาเห็นผักตบชวาต่อเมื่อนำเรือดังกล่าวเข้าไปอยู่ใต้สะพานแล้วและมิได้ให้สัญญาณใด ๆ แก้ ผู้อยู่ในเรือบาส ก็ไม่มีทางที่ผู้อยู่ในเรือบาส จะทราบและเตรียมป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ การที่เรือบาส ชนสะพานของโจทก์ จึงมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ส่วนปัญหาอายุความ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการมีระเบียบแบบแผนในการหาตัวผู้รับผิดในทางแพ่งในกรณีที่มีการละเมิดเกิดขึ้น จะถือเอาวันที่อธิบดีของโจทก์รับทราบโดยทางบอกเล่าหรือโดยทางหนังสือพิมพ์นั้นยังไม่ได้ ในการละเมิดครั้งนี้ปรากฏว่า กรมทางหลวงโจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบในทางแพ่งในเหตุที่เกิดขึ้นและอธิบดีกรมทางหลวงได้รับทราบผลการสอบสวนดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2526ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและเพิ่งรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่23 มิถุนายน 2526 นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2527คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับปัญหาความรับผิดของจำเลยที่ 9 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 9ว่าจ้างจำเลยที่ 7 เจ้าของเรือศุภนาวาไปทำการลากจูงเรือบาส โดย จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 7 เป็นผู้ควบคุมเรือแล้วขับไปชนสะพานดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 7 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 9 และถือได้ว่าจำเลยที่ 9 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 ด้วย เช่นนี้ จำเลยที่ 9ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที 5 ด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 9 ร่วมกับจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 5 ชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ด้วย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3919/2534 กรมทางหลวง โจทก์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศ ไทย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมทางหลวง · จำเลย - การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศ ไทย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย กันนะ · ถาวร ตันตราภรณ์ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 272/2490ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 991/2548ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 4432/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา