คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5624/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้ำเกิดขึ้นเมื่อมีการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าฝ่ายใดจะเป็นโจทก์หรือจำเลยในคดีหลัง.
ย่อคำพิพากษา
คดีก่อนมีประเด็นว่าพินัยกรรมที่ น. ทำสมบูรณ์หรือไม่และทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง (โจทก์ในคดีก่อน) หรือเป็นของข. (จำเลยในคดีก่อน) ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าพินัยกรรมทำขึ้นโดยชอบและทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง (โจทก์ในคดีก่อน)คดีถึงที่สุด คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกตกทอดแก่ ข. เมื่อ ข. ถึงแก่ความตายทรัพย์พิพาทจึงตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นบุตร ข. จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อนว่าทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร อาศัยเหตุอันเป็นที่มาแห่งกรรมสิทธิ์ของฝ่ายไหนอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสามในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตามป.วิ.พ. มาตรา 148.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนางขันเงินสังสนธิ์ นางขันเงินเป็นบุตรของนายหนู นางเอิบ ที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นทรัพย์มรดกของนางเอิบที่ตกทอดแก่นางขันเงินและตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม แต่นายหนูสามีนางเอิบทำพินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งสามอันดับให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 พินัยกรรมที่นายหนูทำขึ้นนั้นไม่มีผลบังคับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบทรัพย์ตามฟ้อง กับให้ชำระค่าเสียหายจนกว่าส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้สืบสิทธิจากนางขันเงินซึ่งเป็นคู่ความกับจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 442/2527 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ประเด็นในคดีนี้ก็เป็นเรื่องการแย่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์รายเดียวกับคดีเดิมจึงเป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง
โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีก่อนมี 2 ประเด็นคือ พินัยกรรมที่นายหนูทำขึ้นนั้นสมบูรณ์หรือไม่ และทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง (โจทก์ในคดีก่อน) หรือเป็นของนางขันเงินสังข์สนธิ์ (จำเลยในคดีก่อน) ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยชอบและทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง (โจทก์ในคดีก่อน) คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้สืบสิทธิของนางขันเงิน (จำเลยในคดีก่อน) จะกลับมาฟ้องใหม่ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของนางเอิบภริยาเดิมของนายหนู ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่นางขันเงินมารดาของโจทก์ทั้งสาม เมื่อนางขันเงินถึงแก่ความตายทรัพย์พิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เพราะประเด็นในคดีก่อนและคดีหลังก็คือทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของใครอาศัยเหตุอันเป็นที่มาแห่งกรรมสิทธิ์ของฝ่ายไหนอย่างไร ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5624/2534
นาย สม พงษ์ สิน เพราะ กับพวก โจทก์
นาง พ รม ขวัญ ใจ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย สม พงษ์ สิน เพราะ กับพวก · จำเลย - นาง พ รม ขวัญ ใจ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ราเชนทร์ จัมปาสุต · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · วินัย กันนะ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ