⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2674/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขับรถแซงในลักษณะที่ล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของรถที่แล่นสวนมา ถือเป็นการขับรถโดยประมาท หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ถือเป็นการละเมิดที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถแซงรถคันหน้าขึ้นไปทางขวามือล้ำเข้าไปแล่นในช่องทางเดินรถของรถที่จะแล่นสวนทางมา เมื่อมีรถแล่นสวนทางมาแทนที่จำเลยจะชะลอความเร็วของรถลงเพื่อให้รถคันหน้าแล่นล้ำหน้าไปก่อน แล้วจึงค่อยบังคับรถหลบรถที่สวนมาเข้าช่องเดินรถของจำเลยตามปกติทางด้านซ้ายมือ จำเลยกลับบังคับรถหลบไปยังขอบทางด้านขวาเป็นเหตุให้รถพุ่งชนกองหินข้างทางจนพลิกคว่ำ ทำให้โจทก์ซึ่งโดยสารรถมาบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาการขับรถของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการขับรถด้วยความประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.21 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกโดยมีโจทก์และบุคคลอื่นร่วมโดยสารมาด้วย เมื่อมีรถยนต์ตู้แล่นอยู่ข้างหน้า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงพยายามจะแซงขึ้นหน้ารถคันดังกล่าวโดยประมาทขณะที่ขับแซงยังไม่พ้น รถยนต์ตู้ได้ขับล้ำเข้ามาในทางวิ่งแซงของรถยนต์คันที่จำเลยขับ จำเลยได้หักพวงมาลัยรถไปทางขวาเพื่อมิให้รถที่ขับไปกระแทกรถคันหน้าทำให้รถที่จำเลยขับแล่นขึ้นไหล่ถนนชนกองวัสดุแล้วรถพลิกคว่ำผู้โดยสารตาย 1 คนส่วนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ถึงแก่กรรมนางมูล ดวงพิชัย ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 290,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยอ้างว่ารถยนต์ที่จำเลยขับเป็นรถเก่าทั้งบรรทุกคนถึง 20 คน มีน้ำหนักมากทำให้แล่นเร็วไม่ได้ เหตุที่รถยนต์ของจำเลยพลิกคว่ำเพราะถูกรถยนต์คันอื่นกระแทกหน้ารถของจำเลยขณะจำเลยขับรถแซงขึ้นไป อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัยมิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลย เห็นว่าพยานโจทก์และพยานจำเลยเบิกความต้องกันว่า ก่อนรถยนต์ของจำเลยจะพลิกคว่ำจำเลยได้ขับแซงรถยนต์ชนิดรถยนต์ตู้คันหนึ่งที่แล่นนำอยู่ข้างหน้าแต่ยังแซงไม่พ้นก็เกิดเหตุขึ้น โจทก์เบิกความเป็นพยานไว้ด้วยว่าขณะจำเลยพยายามขับรถแซงรถยนต์ตู้อยู่นั้น รถยนต์ตู้เปิดไฟสัญญาณห้ามแซงขณะเดียวกันมีรถยนต์แล่นสวนทางมาจำเลยบังคับรถหลบรถยนต์ที่แล่นสวนมาโดยหลบไปทางขวามือเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนกองหินข้างทาง รถยนต์ของจำเลยจึงพลิกคว่ำ ที่จำเลยอ้างว่ารถยนต์จำเลยพลิกคว่ำเพราะถูกรถยนต์ตู้เบียดกระแทกไม่มีเหตุผลให้รับฟังเพราะรถยนต์ตู้แล่นอยู่ในช่องทางตามปกติ จำเลยขับรถแซงจะขึ้นหน้าถ้าทางเดินรถแคบจำเลยสามารถขับกินทางเข้าไปในทางเดินรถที่สวนมาได้ชั่วระยะหนึ่ง เมื่อแซงพ้นแล้วสามารถบังคับรถเข้าแล่นในทางเดินรถตามปกติได้ เมื่อรถยนต์ตู้และรถจำเลยต่างแล่นอยู่คนละช่องทางขณะมีการแซงกันและไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้ขับรถยนต์ตู้มีสาเหตุไม่พอใจกันเนื่องจากการขับรถดังกล่าว จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่รถยนต์ตู้จะต้องเข้าไปเบียดกระแทกรถจำเลย จนรถของจำเลยพุ่งไปยังไหล่ทางฝั่งตรงกันข้าม ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น ตามพฤติการณ์มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า จำเลยขับรถแซงรถยนต์ตู้ขึ้นไปทางขวามือล้ำเข้าไปแล่นในช่องทางเดินรถของรถที่จะแล่นสวนทางมาขณะกำลังแซงขึ้นหน้ารถยนต์ตู้อยู่นั้นมีรถยนต์อื่นแล่นสวนทางมาแทนที่จำเลยจะชะลอความเร็วของรถลงเพื่อให้รถยนต์ตู้แล่นล้ำหน้าไปก่อนแล้วจำเลยค่อยบังคับรถหลบรถยนต์ที่สวนมาเข้าช่องเดินรถของจำเลยตามปกติทางด้านซ้ายมือจำเลยกลับบังคับรถของตนหลบรถยนต์ที่สวนทางมาไปยังขอบทางด้านขวามือซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับรถไม่ควรกระทำ เป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยพุ่งชนกองหินข้างทางจนรถพลิกคว่ำอันเป็นลักษณะของการขับรถด้วยความประมาท จึงฟังได้ว่า จำเลยขับรถโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน10,000 บาทเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วนั้น เห็นว่าจำเลยยอมรับว่าได้ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5 มอบแก่โจทก์และข้อความตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า จำเลยยอมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลจนโจทก์หายดีอย่างเดิม แต่สภาพการป่วยเจ็บของโจทก์ปรากฏตามใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.4 ว่า กระดูกสันหลังคอหักไขสันหลังที่คอได้รับอันตรายรุนแรง มีอาการเป็นอัมพาตทั้งตัวไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในการดำรงชีวิตประจำวันได้ และหลังจากเกิดเหตุโจทก์มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกประมาณ 9 เดือน ก็ถึงแก่ความตายปรากฏตามสำเนามรณบัตรท้ายคำร้องของผู้รับมอบอำนาจที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2531 นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก การที่โจทก์ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวเป็นเงิน 300,000 บาทและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 290,000 บาท นับว่าพอสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2674/2535 นาย เกตุ ดวงพิชัย โจทก์ นาย สม พร ประทีป แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เกตุ ดวงพิชัย · จำเลย - นาย สม พร ประทีป แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 9028/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4637/2567ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ