⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2906/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของที่ดินอนุญาตให้บุคคลอื่นปลูกบ้านในที่ดินของตน ย่อมถือว่าเจ้าของที่ดินได้อนุญาตให้บุคคลนั้นปลูกบ้านอยู่ต่อไป แม้ภายหลังเจ้าของที่ดินจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม หากบุคคลนั้นอ้างว่าเจ้าของที่ดินคนใหม่ถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น บุคคลนั้นมีภาระการพิสูจน์

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยและสามีได้ขออนุญาตปลูกบ้านพิพาทจากโจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม แต่โจทก์นำสืบว่า สามีจำเลยได้ขออนุญาต ร. ปลูกบ้านเมื่อประมาณ 30 ปี ก่อนโจทก์เบิกความคดีนี้ ต่อมา ร. ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่บ้านพิพาทปลูกอยู่ให้แก่โจทก์และผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันก็ตามก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการนำสืบแตกต่างไปจากฟ้อง เพราะเมื่อ ร.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นแล้ว การที่จำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทก็เท่ากับโจทก์และเจ้าของร่วมในที่ดินได้อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านอยู่ต่อไปนั่นเอง กฎหมายสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดเมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์และผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่นจำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่ในทางนำสืบนั้น จำเลยคงมีแต่ตัวจำเลย พ.บุตรสาวของจำเลยและส. มาเบิกความลอย ๆ ว่าร. ถือกรรมสิทธิ์แทนบุคคลอื่น โดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหรือสามีจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในที่พิพาท การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทแล้วแต่จำเลยไม่ออกไปจึงเป็นการละเมิดและต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บางส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1266 และ 3751 จำเลยและสามีได้ขออนุญาตปลูกบ้านเลขที่ 152/6 อยู่อาศัยในที่ดินตามโฉนดทั้งสองแปลง และให้บุคคลภายนอกเข้าอยู่อาศัย โดยส่งเสียเอะอะสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านเรือนดังกล่าวออกจากที่ดินทั้งสองแปลงนี้แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายเพราะหากจำเลยรื้อออกไป โจทก์อาจให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 2,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมทั้งรื้อถอนบ้านเลขที่152/6 ออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงหากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1266 และ 3751 ผู้เดียว แต่ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินมรดกซึ่งทายาทยังมิได้แบ่งปันกันตามกฎหมายนายสมาน ชูวิทย์ สามีจำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของขุนกระสินธิ์ทวารานุรักษ์ได้ปลูกบ้านเลขที่ 152/6 เป็นบ้านไม้สองชั้นถาวรมีรั้วรอบอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1266 มาประมาณ 30 ปีแล้วทั้งนี้โดยอาศัยสิทธิในฐานะเป็นทายาทคนหนึ่งของผู้มีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว ต่อมาเมื่อนายสมานถึงแก่กรรม จำเลยก็ครอบครองบ้านพร้อมที่ดินตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่หากโจทก์จะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดก็เป็นการถือแทนทายาททั้งหลายของขุนกระสิทธิ์ทวารานุรักษ์ กับนางแฉ่ง ชูวิทย์เพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 1266 และ 3751 ยังมิได้มีการแบ่งปันกันในระหว่างทายาท ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้เห็นชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างใดจำเลยปลูกบ้านเลขที่เท่าใด กว้างยาวเป็นเนื้อที่เท่าใดจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ให้รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์จึงไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์มิได้เสียหายตามฟ้องที่ดินพิพาท จะให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 300 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1266และ 3751 โดยรื้อถอนบ้านเลขที่ 152/6 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 300 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องหรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยและสามีได้ขออนุญาตปลูกบ้านพิพาทจากโจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม แต่โจทก์นำสืบว่า สามีจำเลยได้ขออนุญาตนางสาวรื่น ชูวิทย์ปลูกบ้านพิพาทเมื่อประมาณ 30 ปี ก่อนโจทก์เบิกความคดีนี้ ต่อมานางสาวรื่นได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่บ้านพิพาทปลูกอยู่ให้แก่โจทก์และผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการนำสืบแตกต่างไปจากฟ้อง เพราะเมื่อนางสาวรื่นโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นแล้ว การที่จำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทก็เท่ากับโจทก์และเจ้าของร่วมในที่ดิน ได้อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านอยู่ต่อไปนั่นเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์และบุคคลอื่นที่มีชื่อในที่ดินโฉนดทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่นซึ่งรวมถึงสามีจำเลยด้วยนั้น เห็นว่ากฎหมายสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนด เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์และผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่ในทางนำสืบนั้นจำเลยคงมีแต่ตัวจำเลย นางพิมลวดี ค้าขาย บุตรสาวของจำเลยและนางสาวสุพร ชูวิทย์ มาเบิกความลอย ๆ ว่า นางสาวรื่น ชูวิทย์ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น โดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์และผู้มีชื่อในโฉนดที่พิพาทถือกรรมสิทธิ์แทนสามีโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่า จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิที่จะอยู่และครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิทายาทโดยธรรมในทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันกันจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหรือสามีจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในที่พิพาทดังได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไปและได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทแล้ว แต่จำเลยไม่ออกไปจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ และต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906/2535 นาง ระพี คำ ลอย ฟ้า โจทก์ นาง ชลอ ชูวิทย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ระพี คำ ลอย ฟ้า · จำเลย - นาง ชลอ ชูวิทย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ