คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3317/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีก่อน โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ในคดีนี้ยอมซื้อที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน
ย่อคำพิพากษา
ในคดีก่อนจำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ในคดีนี้ออกจากที่พิพาท จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ให้การต่อสู้คดีโดยยกเหตุผลอย่างเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ ในที่สุดคู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์คดีนี้ยอมซื้อที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความด้วย ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กู้เงินจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาทตกลงดอกเบี้ยเป็นข้าวเปลือกร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อเป็นการประกันเงินกู้ดังกล่าว โจทก์เอาที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 4010ซึ่งมีราคา 80,000 บาท ขายฝากไว้ต่อจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปีเป็นการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 2 ได้ร่วมรู้ว่าที่ดินดังกล่าวยังเป็นของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2การซื้อที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่า สัญญาขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแสดงเจตนาแทน ถ้าไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท ให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยกู้เงินจากจำเลยที่ 1การทำสัญญาขายฝากไม่ได้เกิดจากเจตนาลวง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอน
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เคยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่พิพาท โจทก์ยอมซื้อที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 ในราคา 55,125 บาทภายในวันที่ 28 สิงหาคม 2531 ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมไปแล้วโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 2 อีกไม่ได้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
ศาลชั้นต้นให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังเป็นยุติว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 124/2528 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ในคดีนี้ออกจากที่พิพาท จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ให้การต่อสู้คดีโดยยกเหตุผลอย่างเดียวกับที่ฟ้องคดีนี้ ในที่สุด คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์คดีนี้ยอมซื้อที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความด้วยแต่อย่างใด ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3317/2535
นาง แก้ว หล่อ งาม โจทก์
นาย อินตา กาวิ ละ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง แก้ว หล่อ งาม · จำเลย - นาย อินตา กาวิ ละ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · ยงยุทธ ธารีสาร · พรชัย สมรรถเวช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา