⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3384/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 8 วันนับแต่วันที่ทราบการฝ่าฝืนนั้น.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฎีกาว่า ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์ 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานไปรังวัดแบ่งแยกให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับยึดที่ดินทั้งแปลงและขายทอดตลาดไปนั้น เป็นการอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสองจำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีนั้นเสีย ไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้นจำเลยทราบการยึดที่ดินทั้งแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่โจทก์นำยึด แต่เพิ่งมายื่นคำร้องในภายหลังครบกำหนด 8 วันมาช้านานแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ (จำเลยเพิ่งยกปัญหาว่าการยึดและการขายทอดตลาดเป็นการนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นในชั้นฎีกา เดิมศาลชั้นต้นสั่งไม่รับในประเด็นข้อนี้ แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้รับ เพราะเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามคำสั่งคำร้องฎีกาที่ 2629/2534) ในวันขายทอดตลาดจำเลยได้มาดูแลการขาย แต่กลับไปก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเขียนรายงานการขายทอดตลาดที่ดินให้แก่ผู้สู้ราคาสูงสุด แสดงว่าจำเลยได้ทราบในวันนั้นเองว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินไปในราคาที่อ้างว่าต่ำกว่าราคาปกติจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันดังกล่าว ทั้งตามคำร้องของจำเลยก็ไม่ได้มีข้อความอันเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด 1 ใน 3 ส่วน ด้านทิศเหนือ กับให้แบ่งแยกที่ดินน.ส.3 อันเป็นทรัพย์ของนางละม่อม มีแสง ผู้ตาย ให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแบ่งเงินตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับโจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ที่พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4944 ออกขายทอดตลาด และได้ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2533 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2533ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกโจทก์มาศาลเพื่อตกลงแบ่งที่ดินโฉนดดังกล่าวและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์ไว้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาแล้วและคดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี ไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะให้ศาลหมายเรียกโจทก์มาเพื่อตกลงแบ่งที่ดิน ทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะให้ศาลสั่งงดการขายทอดตลาดตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาต่ำเกินไป ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่าการยึดและการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการนอกเหนือจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปความได้ว่าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวทางด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์ 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานรังวัดออกไปรังวัดแบ่งแยกให้แก่โจทก์และบุตรโจทก์การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินโฉนดดังกล่าวทั้งแปลงและทำการขายทอดตลาดไปนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีนั้นเสีย ไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้นปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่าโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทตามโฉนดดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2531 ได้พบจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แสดงหมายบังคับคดีให้จำเลยทราบแล้ว โจทก์ได้ชี้ให้ยึดที่ดินทั้งแปลงเนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่า ที่ดินส่วนไหนเป็นของนางละม่อม มีแสง (เจ้ามรดก) โดยยืนยันว่าเป็นทรัพย์สินของนางละม่อมจริง หากเกิดความเสียหายใด ๆ ยินยอมรับผิดชอบทั้งสิ้นจำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อรับหมายแจ้งการยึด จึงได้ปิดหมายไว้ตามภูมิลำเนาตามที่โจทก์แถลงรายละเอียดปรากฏตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีและรายการยึดที่ดินแปลงที่ 1 ฉบับลงวันที่ 6 ตุลาคม 2531แสดงว่าจำเลยทราบเรื่องการยึดที่ดินพิพาททั้งแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2531 จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2533 ว่า จำเลยตลอดจนทายาททุกคนมีความประสงค์จะแบ่งที่ดินตามส่วนของตนที่มีสิทธิจะได้ขอให้ออกหมายเรียกโจทก์มาศาลเพื่อตกลงแบ่งกันต่อไป และตามที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์นั้น ขอให้งดไว้ก่อน จึงเป็นการยื่นเมื่อเกินกำหนด 8 วัน มาช้านานแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาประการหลังมีว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปในราคาที่ต่ำเกินไปหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามโฉนดดังกล่าวโจทก์และจำเลยได้มาดูแลการขาย มีผู้ลงชื่อเข้าสู้ราคา 6 ราย นายสมนึก โพธารามสู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์ไม่ค้านราคา จำเลยนางประเทือง มีแสง และนางสาวประทุม มีแสง ผู้ร้องขอกันส่วนค้านว่าราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นการขายครั้งที่ 4ไม่มีผู้ให้ราคาสูงกว่านั้น และราคาที่ให้ก็สูงกว่าราคาประเมิน(ราคาประเมินขณะยึด 297,500 บาท) ผู้ค้านราคาไม่ลงชื่อสู้ราคาหรือหาผู้เข้าสู้ราคาซึ่งจะทำให้มีราคาสูงขึ้นได้ จึงได้ราคาพอสมควรกับทรัพย์แล้ว และได้นับสามกับเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าวรายละเอียดปรากฏตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่28 กุมภาพันธ์ 2533 และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้บันทึกไว้ในช่องจำเลยลงชื่อว่ากลับไปก่อนเขียนรายงาน แสดงว่าจำเลยได้ทราบในวันเดียวกันนั้นเองว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามโฉนดดังกล่าวไปในราคาที่อ้างว่าต่ำกว่าราคาปกติซึ่งเป็นการอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตามโฉนดดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ตามบทกฎหมายกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น และคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม2533 หาได้มีข้อความอันเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่อย่างใดไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ยกฎีกาจำเลยให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2535 นาง สม จิต ร มี แสง โจทก์ นาย วิเชียร มี แสง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สม จิต ร มี แสง · จำเลย - นาย วิเชียร มี แสง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2962/2529ฎีกา 835/2549ฎีกา 5907/2537ฎีกา 950/2540ฎีกา 7521/2537ฎีกา 5004/2540ฎีกา 2566/2535ฎีกา 5739/2534ฎีกา 73/2527ฎีกา 5874/2550ฎีกา 3793/2535ฎีกา 4922/2537ฎีกา 2746/2534ฎีกา 6157/2544ฎีกา 3231/2550ฎีกา 5968/2534ฎีกา 1155/2537ฎีกา 9660/2544ฎีกา 4989/2533ฎีกา 9037/2544ฎีกา 1765/2567ฎีกา 3213/2528ฎีกา 6956/2552ฎีกา 4913/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา