⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 387/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งได้สิทธิในทรัพย์สินมาโดยชอบแล้ว แม้ต่อมาผู้โอนจะไปกระทำการใดๆ กับบุคคลภายนอก ก็ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้รับโอน และผู้รับโอนสิทธิมาโดยชอบ ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นโดยสมบูรณ์.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และสามีโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก น. แล้วสามีโจทก์มอบที่ดินให้ ส.ครอบครองทำกินแทนแม้ต่อมาน.กับส.จะสมคบกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า น.เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบางส่วนจนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออก น.ส.3 ให้ ก็เป็นการกระทำภายหลังที่ น. ได้ขายที่ดินให้โจทก์และสามีโจทก์ หาทำให้ น. กลับเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอีกไม่ น. จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้ ส.หาทำให้ ส. มีสิทธิดีไปกว่า น. ผู้โอนไม่ และถือไม่ได้ว่าส. แย่งการครอบครองโดยเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปจากโจทก์และสามีโจทก์ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์และสามีโจทก์ โดยมี ส.เป็นผู้ครอบครองแทน จำเลยครอบครองที่พิพาทต่อจาก ส. เป็นการสืบสิทธิของ ส. จำเลยจะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครองจำเลยจะอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1375 หาได้ไม่ โจทก์ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการขายที่ดินบางส่วนระหว่างน. กับ ส. นั้นเป็นการเกินคำขอ และเป็นการกระทบสิทธิของ น.ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี โจทก์ต้องไปดำเนินการเอง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหนึ่งแปลง เนื้อที่ประมาณ70 ไร่ โดยโจทก์และสามีซื้อมาจากนางนาง ปัสทิสามะ เมื่อปี2509 แล้วมอบให้นายสุวรรณ สุริยวงษ์ ซึ่งเป็นสามีจำเลยครอบครองดูแลแทน จนกระทั่งปี 2521 นายสุวรรณหายสาปสูญไปจากภูมิลำเนาเป็นเวลาราว 7 ปี ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าเป็นคนสาปสูญ จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวรรณต่อศาลชั้นต้น โจทก์จึงทราบว่า เมื่อปี 2509 ในขณะที่นายสุวรรณครอบครองที่ดินแทนโจทก์อยู่นั้น ได้สมคบกับนางนางแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นางนางเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ 3 งาน 79 ตารางวา จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้และนางนางได้โอนที่ดินดังกล่าวให้นายสุวรรณในวันเดียวกันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และเมื่อปี 2517 จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวาเพื่อขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามฟ้องตามกฎหมาย ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามฟ้อง ห้ามยุ่งเกี่ยวต่อไปให้เพิกถอนน.ส.3 ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 56 สารบบเลขที่ 114 หมู่ที่ 8ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และ น.ส.3 ก.ทะเบียนเลขที่ 229 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำเลยให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 56 สารบบเลขที่ 114 หมู่ที่ 8 เนื้อที่ 35 ไร่3 งาน 79 ตารางวา เป็นที่ดินซึ่งนายสุวรรณร่วมซื้อกับสามีโจทก์แล้วต่อมาสามีโจทก์ขายส่วนของตนให้นายสุวรรณ ส่วนที่ดินแปลงเนื้อที่23 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เดิมเป็นของบิดามารดานายสุวรรณ และโจทก์แล้วยกให้นายสุวรรณและจำเลย จำเลยจึงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองคดีจึงขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการขายที่ดินระหว่างนางนาง ปัสทิสามะ กับนายสุวรรณ สุริยวงษ์ เมื่อวันที่ 25กรกฎาคม 2509 ตาม น.ส.3 ทะเบียนเล่ม 3 หน้า 56 สารบบเลขที่ 114หมู่ที่ 8 ตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีและให้เพิกถอน น.ส.3 ก. ทะเบียนเลขที่ 229 ตำบลกบินทร์อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่าที่พิพาททั้ง 2 แปลง ตามเอกสาร น.ส.3 เอกสารหมายจ.4 และ น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.3 เป็นของโจทก์หรือของจำเลย ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสุวรรณสามีจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ ได้แต่งงานกับจำเลยเมื่อ พ.ศ. 2508แล้วอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนที่บ้านบิดามารดาโจทก์ตลอดมา ส่วนพี่น้องของนายสุวรรณรวมทั้งโจทก์ได้แยกย้ายไปอยู่ที่อื่น นายสุวรรณกับจำเลยจึงประกอบกสิกรรมหาเลี้ยงบิดามารดาโจทก์เมื่อเทียบฐานะทางการเงินกับโจทก์และสามีซึ่งรับราชการแล้วนายสุวรรณน่าจะอยู่ในฐานะหาเช้ากินค่ำ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่น่าเชื่อว่านายสุวรรณจะได้ร่วมกับสามีโจทก์ซื้อที่ดินตามเอกสารหมาย จ.4 ตามที่จำเลยอ้าง... ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์โดยนายประสาทวิทย์สามีโจทก์ซื้อมาจากนางนางแล้วมอบให้นายสุวรรณสามีจำเลยครอบครองทำกินแทนและแม้เนื้อที่รวมกันแล้วจะไม่ตรงตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ก็ตามก็ไม่เป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ทั้งนี้เพราะเนื้อที่ตามสัญญาซื้อขายเป็นเนื้อที่โดยประมาณเท่านั้นข้อเถียงของจำเลยที่ว่าที่ดินตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.4 และน.ส.3 ก. ตามเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแปลงใหญ่เนื้อที่รวม 70 ไร่ ซื้อมาจากนางนางนั้นจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของสามีโจทก์และของโจทก์ร่วมกันโดยสามีโจทก์ซื้อมาจากนางนางและเมื่อซื้อมาแล้วนายประสาทวิทย์สามีโจทก์มอบให้นายสุวรรณครอบครองทำกินแทน แม้ต่อมานางนางจะยื่นคำขอออก น.ส.3 เลขที่ 114 เอกสารหมาย จ.4 ก็เป็นการกระทำภายหลังจากที่นางนางได้ขายที่ดินพิพาทให้สามีโจทก์และโจทก์ไปแล้วตามเอกสารหมาย จ.2 ดังนี้หาทำให้นางนางกลับเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอีกไม่เมื่อนางนางไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทต่อมาแม้นางนางจะได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้นายสุวรรณก็หาทำให้นายสุวรรณมีสิทธิดีไปกว่านางนางผู้โอนไม่กรณีที่นายสุวรรณกระทำการดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองโดยเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังสามีโจทก์และโจทก์ประการใด ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของสามีโจทก์และโจทก์โดยนายสุวรรณเป็นผู้ครอบครองแทนสำหรับที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 229 เอกสารหมาย จ.3ที่จำเลยไปขอออก น.ส.3 ก. ในนามจำเลยนั้น ก็มิได้หมายความว่านายสุวรรณหรือจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังสามีโจทก์หรือโจทก์เช่นกัน ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองที่ดินตาม น.ส.3เลขที่ 114 ก็ดี ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 229 ก็ดี เป็นการสืบสิทธิของนายสุวรรณสามีจำเลย จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์แม้จำเลยจะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องร้องเอาที่ดินคืนภายใน 1 ปีนั้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทไม่ปรากฏว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือในที่ดินพิพาทไปยังโจทก์การที่โจทก์แถลงคัดค้านในคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 227/2528 ของศาลชั้นต้นว่า ได้ทวงถามนายสุวรรณถึงที่ดินพิพาท นายสุวรรณผัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอนั้น ถือไม่ได้ว่านายสุวรรณได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทไปยังโจทก์แล้ว ดังนั้นจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ไม่ฟ้องเพื่อเอาคืนที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 หาได้ไม่ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการขายที่ดินพิพาทน.ส.3 เลขที่ 114 ระหว่างนางนาง ปัสทิสามะ กับนายสุวรรณ สุริยวงษ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2509 นั้น เป็นการเกินคำขอและเป็นการกระทบสิทธิของนางนางซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เป็นเรื่องโจทก์ต้องไปดำเนินการเอง จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 เลขที่ 114 ระหว่างนางนาง ปัสทิสามะ กับนายสุวรรณ สุริยวงษ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387/2535 นาง ประนอ พ้น ภัย โจทก์ นาง ประจวบ สุริยวงษ์ ฯ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ประนอ พ้น ภัย · จำเลย - นาง ประจวบ สุริยวงษ์ ฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จเร อำนวยวัฒนา · ก้าน อันนานนท์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1712/2539ฎีกา 6370-6371/2550ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 795/2543ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ