⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 40/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ถือว่าเป็นการวินิจฉัยภายในกรอบคำขอ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกปลูกสร้างอาคารในที่ดิน น.ส.3 เลขที่1384 ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า ไม่ได้บุกรุกที่ดินโจทก์ แต่ จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 1091 ซึ่งพอแปลความได้ ว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารอยู่ในเขตที่ดินของตน คดีจึงมีประเด็นว่า อาคารของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอยู่ในเขตที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ หรือของจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จึงพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ ข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้โจทก์ใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้าง โรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้ในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1310

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่เท่าใดจำไม่ได้ เดือนมิถุนายนพ.ศ. 2529 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกสมคบกันเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 เลขที่ 1384 ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และใช้จอบ เสียม มีด ไม้ ตัดฟันขุดที่ดิน เทปูนก่ออิฐปลูกอาคารบนที่ดิน โจทก์ห้ามแล้วจำเลยกับพวกก็ไม่ฟังทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกเจตนาจะเอาที่ดินของโจทก์ไปเป็นของตน หรือเพื่อจะรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ไม่ได้ใช้ที่ดินตามปกติ เป็นเงิน 5,000 บาท เหตุเกิดที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 2384 และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินออกไป กับชดใช้ค่าเสียหาย 5,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1ในข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้ประทับฟ้องและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และบริวารไม่ได้บุกรุกหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 1384 ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 1091 มาแต่ปี พ.ศ. 2521โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่ความตายนายสมชายจิวะกุลชัยนันท์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 2,000 บาทโทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน ให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 เลขที่ 1384และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1เฉพาะส่วนอาญา ส่วนคดีแพ่ง นายฉัตรไชย สุรัสสนันท์ บุตรจำเลยที่ 1 ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ปัญหาข้อนี้โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1384ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นของตน จำเลยเข้าบุกรุกปลูกสร้างอาคารในที่ดินแปลงนี้ จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้บุกรุกที่ดินแปลงดังกล่าวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1091 ตามเอกสารหมาย ล.5 โดยความสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งพอแปลความได้ว่าจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารอยู่ในเขตที่ดินของตนจึงมีปัญหาว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1ปลูกสร้างอาคารตามฟ้องนั้นอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1384 ตามเอกสารหมาย จ.4 ของโจทก์ หรืออยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1091 ตามเอกสารหมาย ล.5 ของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังได้ว่าลำเหมืองนี้เป็นแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ของโจทก์มาแต่เดิม ที่จำเลยนำสืบว่าลำเหมืองแห่งนี้จำเลยเพิ่งขุดขึ้นหลังจากที่ซื้อที่ดินนี้มาประมาณ3 - 4 ปี เพื่อให้น้ำซึ่งไหลผ่านท่อลอดคลองชลประทานและไหลมาเจิ่งนองในที่ดินนี้ไหลไปทางถนนสายท่าล้อ ห้วยเป้ง นั้นเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อยรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ไม่ได้ จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ถัดลำเหมืองสาธารณะขึ้นไปเป็นที่ดินของโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จึงได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้วนั้น จำเลยที่ 1 ได้ให้การและนำสืบว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1091ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปางมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2529 และนำสืบว่าเมื่อระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2529 จำเลยได้บุกรุกที่ดินพิพาทเพื่อตั้งโรงงานโดยจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ไปบอกโจทก์ที่กรุงเทพฯ ว่า หากจำเลยถมที่ดินเกินเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ก็จะคืนที่ดินส่วนที่เกินให้ โจทก์จึงให้บุตรชายไปดูโดยก่อนนั้นนายบุญศรีได้ไปบอกให้จำเลยทราบว่าที่ดินส่วนที่จำเลยถมเข้าไปนั้นเป็นที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยโทรศัพท์ไปถึงโจทก์โจทก์ตอบจำเลยว่าถ้าที่ดินของจำเลยเกินที่ของโจทก์ต้องคืนให้โจทก์ถ้าที่ดินของโจทก์เกินที่ดินของจำเลยก็จะคืนให้จำเลยไป ในที่สุดจำเลยบอกโจทก์ว่าหากมีการรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงก็จะขอซื้อส่วนที่รุกล้ำ โจทก์ยินดีจะขายให้ในราคาไร่ละ 50,000 บาท แต่จำเลยก็ยังก่อสร้างต่อไป โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานบุกรุก จำเลยที่ 1 จึงได้ให้นายบุญศรีมาพูดขอซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ในราคาไร่ละ 40,000 บาท โจทก์ไม่ยอมขาย ในตอนต้นจำเลยที่ 1บุกรุกที่ดินเนื้อที่เพียงประมาณ 100 ตารางวา แต่ต่อมาบุกรุกเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ เศษ ฝ่ายจำเลยที่ 1 เพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานนำสืบลอย ๆ ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวในปีพ.ศ. 2521 มาแล้ว ได้ให้นายบุญศรีเข้าไปแผ้วถางที่ดิน โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ 1,000 บาท แล้วให้นายศรีวงศ์เข้าทำนาบนที่ดินเท่านั้น มิได้ให้รายละเอียดยิ่งไปกว่านี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งเกิน 1 ปีตามที่จำเลยนำสืบ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ใช้ค่าที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวไว้ในศาลชั้นต้น และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 40/2535 นาย ธวัช จิวะกุลชัยนันท์ โดยนายสมชาย จิวะกุลชัยนันท์ โจทก์ ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน โจทก์ นาย สุทัศน์ สุรัสสนันท์ โดยนายฉัตรไชย สุรัสสนันท์ จำเลย ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ธวัช จิวะกุลชัยนันท์ โดยนายสมชาย จิวะกุลชัยนันท์ · โจทก์ - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน · จำเลย - นาย สุทัศน์ สุรัสสนันท์ โดยนายฉัตรไชย สุรัสสนันท์ · จำเลย - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 4715/2542ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ