คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4143/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความมีสิทธิบังคับตามคำพิพากษาได้ทันที
2. ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิชำระหนี้ตามคำพิพากษาแทนลูกหนี้ได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกับผู้ร้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยยอมโอนที่ดินแปลงพิพาทให้ผู้ร้อง หากผิดสัญญาให้ผู้ร้องบังคับได้ทันทีและให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์แทนจำเลยได้ เมื่อศาลได้พิพากษาตามยอมเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้งดการบังคับคดีของโจทก์ได้
โจทก์ฟ้องบังคับจำนอง ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ หนี้ตามสัญญาจำนองจึงกลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษาไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิไถ่จำนองตามจำนวนหนี้ในสัญญาจำนอง แต่มีสิทธิเข้าชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์แทนจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 230
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด · ผู้ร้อง - นางอรวรรณ พงษ์เภตรา · จำเลย - นายชาญณรงค์ หลูไพบูลย์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล สระฏัน · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายโยธิน ฉวาง · ศาลอุทธรณ์ - นายกอบเกียรติ รัตนพานิช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา