⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 886/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากมีข้อสงสัยตามสมควรในข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยถูกจับกุมโดยไม่ทันรู้ตัว หากจำเลยเป็นเจ้าของอาวุธปืนสั้นจริง จำเลยน่าจะพกติดตัวไว้หรือเหวี่ยงอาวุธปืนสั้นทิ้งเมื่อจวนตัว จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะต้องนั่งทับอาวุธปืนสั้นไว้ดังที่โจทก์นำสืบ นอกจากนี้จำเลยก็มีอาวุธปืนลูกซองยาวชนิดกึ่งอัตโนมัติบรรจุ 5 นัด ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงไว้ป้องกันตัวอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอาวุธปืนสั้นอีก และถ้าจำเลยถูกจับพร้อมอาวุธปืนสั้นจริงจำเลยน่าจะรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานของกลางเช่นเดียวกับอาวุธปืนยาว แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธตั้งแต่ในชั้นจับกุมตลอดมาจนชั้นสอบสวน พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงที่จะฟังว่าสินตำรวจตรี ป.กับพวกได้จับกุมจำเลยพร้อมกับอาวุธปืนสั้นซึ่งบรรจุกระสุน 3 นัด รูปคดีมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองจำเลยไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนสั้นโดยมีได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนสั้นโดยไม่มีใบอนุญาต

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 91, 32 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี กระทงหนึ่งฐานพาอาวุธปืน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 6 เดือน อีกกระทงหนึ่งรวมลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีริบเฉพาะอาวุธปืนสั้นและกระสุนปืนของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 1,200 บาทอีกสถานหนึ่ง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนยาวติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคแรก, 72 ทวิ วรรคแรก (ที่ถูกวรรคสอง) ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 800 บาท และโทษจำคุกให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับข้อหามีอาวุธปืนสั้นโดยมิได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนสั้นโดยไม่มีใบอนุญาต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนสั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนสั้นโดยไม่มีใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจตรีประจักร สาวทรัพย์ และพลตำรวจชัยวัฒน์ ห่านตระกูล เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า เมื่อไปถึงที่ถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยนั่งอยู่มีพิรุธถืออาวุธปืนลูกซองยาวขนาดบรรจุ 5 นัด มีหมายเลขทะเบียนแต่เลอะเลือนและเมื่อจำเลยยืนขึ้น ยังพบอาวุธปืนสั้น 1 กระบอก บรรจุกระสุน 3 นัด ที่จำเลยนั่งทับไว้เป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียนชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีอาวุธปืนยาวไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนยาวโดยไม่มีใบอนุญาตจริง จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า อาวุธปืนลูกซองยาวเป็นของจำเลย ส่วนอาวุธปืนสั้นจำเลยไม่รู้เรื่องโดยมีนายสนั่น ชอบเรียบร้อย เจ้าของวัวที่จำเลยรับจ้างเลี้ยงและนายวารินทร์ ถนอมพุดซา พยานจำเลยเบิกความสนับสนุนว่าขณะเกิดเหตุนั่งคุยอยู่กับจำเลย จำเลยไม่มีอาวุธปืนสั้นแต่อย่างใดและเบิกความต่อไปว่า ประจักษ์พยานโจทก์ที่มาจับกุมจำเลยคนหนึ่งรูปร่างสูง ใส่เสื้อลาย สวมกางเกงยีนส์ถืออาวุธปืนสั้นคล้ายอาวุธปืนของกลางอีกคนรูปร่างเตี้ยใส่เสื้อขาว สวมกางเกงยีนส์ และสวมหมวกคนทั้งสองใส่แว่นตาดำ พากันมาถามหาซื้อวัว ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยถูกจับกุมโดยไม่ทันรู้ตัว หากจำเลยเป็นเจ้าของอาวุธปืนสั้นจริงจำเลยน่าจะพกติดตัวไว้หรือเหวี่ยงอาวุธปืนสั้นทิ้งเมื่อจวนตัวจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยต้องนั่งทับอาวุธปืนสั้นไว้ นอกจากนี้จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองยาวชนิดกึ่งอัตโนมัติบรรจุ 5 นัด ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงไว้ป้องกันตัวอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอาวุธปืนสั้นอีก และถ้าจำเลยถูกจับพร้อมอาวุธปืนสั้นจริงจำเลยน่าจะรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานของกลางเช่นเดียวกับอาวุธปืนยาว แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธตั้งแต่ในชั้นจับกุมตลอดมาจนชั้นสอบสวน พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงที่จะฟังว่าสิบตำรวจตรีประจักรกับพวกได้จับกุมจำเลยพร้อมกับอาวุธปืนสั้นซึ่งบรรจุกระสุน 3 นัด รูปคดีมีเหตุสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา โจทก์ นาย อุด ม อันสันเทียะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา · จำเลย - นาย อุด ม อันสันเทียะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล สระฏัน · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ