⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1473/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานยักยอกจะเริ่มนับอายุความเมื่อผู้เสียหายได้รู้ถึงการกระทำความผิดนั้น.

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้รับเงินไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์2532 ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดหลังจากที่จำเลยได้รับเงินไปแล้วจำเลยได้เบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตกล่าวคือจำเลยได้รับปากว่าจะคืนเงินที่เหลือให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ทวงถามอีกครั้ง จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนให้ โจทก์จึงทราบว่าจำเลยได้ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงจุดเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิดของจำเลยคือวันที่จำเลยรับเงินของโจทก์ไว้ และจุดที่โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยคือวันที่จำเลยปฏิเสธการคืนเงินให้โจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ได้บรรยายถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว ย่อมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินของโจทก์ ได้รับเงินค่าขายที่ดินจากโจทก์อ้างว่าเพื่อจะนำไปคิดหักชำระหนี้จำนองและดอกเบี้ยที่โจทก์ค้างชำระแล้วจะคืนเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดหลังจากจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไว้ครอบครองแล้วได้เบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต กล่าวคือ เมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน 2532 โจทก์ได้ทวงถามแต่จำเลยปฏิเสธไม่คืนเงินโจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่อาจทราบได้ว่าความผิดเกิดขึ้นเมื่อใดฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้รับเงินไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดหลังจากที่จำเลยได้รับเงินไปแล้วจำเลยได้เบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตกล่าวคือ จำเลยได้รับปากว่าจะคืนเงินที่เหลือให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้งแต่ต่อมาเมื่อวันที่6 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ทวงถามอีกครั้ง จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนให้โจทก์จึงทราบว่าจำเลยได้ยักยอกเงินของโจทก์ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงจุดเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิดของจำเลย กล่าวคือ วันที่จำเลยรับเงินของโจทก์ไว้ และจุดที่โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยคือวันที่จำเลยปฏิเสธการคืนเงินให้โจทก์ การที่จำเลยจะมีเจตนาทุจริตยักยอกเงินของโจทก์เมื่อใด เป็นเรื่องเจตนาภายในของจำเลยเอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มรับเงินของโจทก์ไว้ จนถึงวันที่จำเลยปฏิเสธคืนเงินวันใดวันหนึ่งก็ได้ ฟ้องโจทก์จึงพอที่จะเข้าใจได้ว่าระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 ที่จำเลยรับเงินของโจทก์ไปแล้ว จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2532 ที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินให้โจทก์ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เจตนาทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ได้บรรยายถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้วย่อมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1473/2536 นาง สม พงษ์ พร เจริญ โจทก์ นาง บุษบา สุข กิจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สม พงษ์ พร เจริญ · จำเลย - นาง บุษบา สุข กิจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณ ตระการพันธุ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา