⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2996/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่ผู้ขายผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อภายในกำหนดเวลา และค่าส่วนต่างของราคาสินค้าที่ผู้ซื้อต้องไปซื้อชดเชยจากบุคคลอื่น มีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ย่อคำพิพากษา

อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 467เป็นกรณีที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อแล้วปรากฏต่อมาว่าทรัพย์สินนั้นขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน การเรียกร้องให้ผู้ขายรับผิดจึงจะอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรานี้ แต่กรณีที่ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายชำระเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซื้อขายและให้ผู้ขายรับผิดในราคาสินค้าที่ผู้ซื้อต้องไปซื้อชดเชยจากบุคคลอื่นในจำนวนที่เพิ่มขึ้น นั้นไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 คือ มีกำหนด 10 ปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.467

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายยางแอสฟัลท์รวม 2 ฉบับ จำนวน 1,334 ตัน ราคา 8,517,450 บาท และจำนวน624.5 ตัน ราคา 4,143,269 บาท ตามลำดับ โดยให้โจทก์ไปส่งยางแก่จำเลยตามแขวงการทางต่าง ๆ โจทก์ได้จัดส่งยางไปแล้ว และจำเลยยังคงค้างชำระเงินค่ายางแอสฟัลท์ทั้งสิ้น 1,516,595 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2528 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายยางแอสฟัลท์กับโจทก์จริง แต่โจทก์ผิดสัญญา จึงต้องชำระค่าเสียหายและค่าปรับซึ่งเมื่อหักกลบลบหนี้แล้วโจทก์ต้องชดใช้เงินให้แก่จำเลยจำนวน5,797,343.81 บาท ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน5,797,343.81 บาท แก่จำเลย โดยให้ธนาคารมหานคร จำกัดผู้ค้ำประกันสัญญาซื้อขายฉบับแรก จำนวน 425,872.50 บาท และให้ธนาคารศรีนคร จำกัด ผู้ค้ำประกันสัญญาซื้อขายฉบับที่สองจำนวน 207,163.45 บาท ร่วมรับผิดในยอดเงินที่แต่ละคนค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ (โดยจำเลยขอให้เรียกธนาคารมหานคร จำกัดและธนาคารศรีนคร จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและศาลฎีกาให้เรียกเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ) โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ส่งมอบยางแล้วจำเลยก็ไม่ได้ชำระราคาภายในเวลาอันสมควร การที่จำเลยปล่อยเวลาเนิ่นนานเกือบ 2 ปีจึงประกวดราคาใหม่ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและขาดอายุความจำเลยไม่มีสิทธิปรับโจทก์และไม่มีสิทธินำค่ายางแอสฟัลท์ จำนวน1,516,595 บาท มาหักกลบลบหนี้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายเกิดจากจำเลยผิดสัญญาและหากจำเลยร่วมที่ 1 จะต้องรับผิดก็เพียงร้อยละ 5 ของราคายางที่โจทก์ผิดสัญญา สิทธิเรียกร้องของจำเลยขาดอายุความ 1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยร่วมที่ 2 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 2 จะต้องรับผิดต่อเมื่อโจทก์ผิดสัญญา แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 2,482,995 บาทแก่จำเลยโดยให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 425,872.50 บาท และ 207,163.45 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2530 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และจำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยร่วมที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับรายวันจนถึงวันบอกเลิกสัญญาอันเนื่องจากโจทก์ส่งยางแอสฟัลท์ไม่ตรงกำหนดเวลา และไม่ครบจำนวน และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่จำเลยต้องซื้อยางแอสฟัลท์ชดเชยจากบุคคลภายนอกแล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความหรือไม่ว่า จำเลยฟ้องแย้ง ขอให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาไม่ส่งมอบยางแอสฟัลท์ให้จำเลยภายในกำหนดเวลาตามสัญญาซื้อขายและให้โจทก์รับผิดราคายางแอสฟัลท์ที่จำเลยซื้อชดเชยจากบุคคลอื่นในจำนวนที่เพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 164 คือมีกำหนด 10 ปี ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความและอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 467 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามที่จำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างมานั้นเป็นกรณีที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว หากปรากฏต่อมาว่าทรัพย์สินนั้นขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน การเรียกร้องให้ผู้ขายรับผิดจึงจะอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรานี้โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่เวลาที่ส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ไม่สามารถนำมาใช้แก่กรณีตามที่จำเลยฟ้องแย้งได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2996/2536 บริษัท พี.เอส.แอสฟัลท์ จำกัด โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย จำเลยร่วม จำเลย ธนาคาร มหานคร จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พี.เอส.แอสฟัลท์ จำกัด · จำเลย - กรมทางหลวง · จำเลย - จำเลยร่วม · จำเลย - ธนาคาร มหานคร จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9150/2539ฎีกา 698/2536ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2100/2535ฎีกา 3891/2535ฎีกา 6491/2534ฎีกา 1710/2500ฎีกา 2739/2525ฎีกา 2041/2542ฎีกา 2525/2540ฎีกา 1161-1162/2499ฎีกา 1315/2522ฎีกา 3130/2532ฎีกา 6368/2541ฎีกา 2278/2516ฎีกา 2162/2542ฎีกา 4765/2567ฎีกา 466/2492ฎีกา 460/2498ฎีกา 1161/2499ฎีกา 1654/2511ฎีกา 3599/2525ฎีกา 1691/2534ฎีกา 1496/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา