คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยต้องจำกัดอยู่เฉพาะข้อต่อสู้ตามคำให้การเท่านั้น หากจำเลยนำสืบข้อเท็จจริงนอกเหนือจากคำให้การ ถือเป็นการนำสืบที่ต้องห้าม.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเบิกความว่า ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเพื่ออำพรางสัญญาโครงการบูรณะโรงแรม และอาคารพาณิชย์ที่จำเลยร่วมทุนกับ ส.และพวก เป็นการนำสืบนอกคำให้การของจำเลยที่ต่อสู้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เพราะการฉ้อฉลของ ส. กับพวก ทำให้จำเลยสำคัญผิดในสาระสำคัญของสัญญา การรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของจำเลยจึงต้องจำกัดเพียงเฉพาะข้อต่อสู้ตามคำให้การเท่านั้น
โจทก์อุทธรณ์และฎีกาในประเด็นเรื่องจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทบ้านและอาคารชุด จำกัด · จำเลย - นายสุรสีห์ บุณยตุลย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุชาติ สุขสุมิตร · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · เธียรไท สุนทรนันท |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวิชัย ตันติกุลานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล สระฏัน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา