คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนและให้โจทก์ออกไปจากที่ดินนั้น ยังไม่ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย หากโจทก์เพียงแต่ขอให้ศาลแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยอ้างกับโจทก์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่เคยขายให้โจทก์ ขอให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท ทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็มิได้ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขายเพียงแต่ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเท่านั้น ยังไม่มีการกระทำสิ่งใดอันจะถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ประกอบมาตรา 246 แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมี น.ส.3 ก. จากนายบุญมาโดยตกลงจะไปจดทะเบียนภายหลัง นายบุญมาถึงแก่กรรมก่อน จำเลยซึ่งเป็นภริยานายบุญมาได้ทำสัญญาซื้อขายไว้กับโจทก์อีกฉบับแทนสัญญาซื้อขายที่นายบุญมาทำไว้ โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมากว่า 14 ปี ภายหลังจำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ และให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์
จำเลยให้การว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่นายบุญมาถึงแก่กรรม ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย เพียงแต่ขอให้ศาลพิพากษาแสดงสิทธิว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทเท่านั้น จำเลยยังไม่ได้กระทำสิ่งใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ หรือกระทำสิ่งใดอันจะถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยบอกว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยไม่เคยขายให้โจทก์ ขอให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น ยังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นตามกฎหมายแพ่ง ประการสำคัญตามคำฟ้องของโจทก์เองก็ยืนยันว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 14 ปี จนได้สิทธิครอบครองโดยชอบแล้วเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อีก จึงถือได้ว่าตามคำฟ้องยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ศาลชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2537
นาย สน บำรุงเอื้อ โจทก์
นาง สุด มะโนเอื้อ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย สน บำรุงเอื้อ · จำเลย - นาง สุด มะโนเอื้อ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชัยนาท พันตาวงศ์ · สะสม สิริเจริญสุข · กู้เกียรติ สุนทรบุระ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา