⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1090/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องแย้งจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับฟ้องเดิม และต้องเป็นการฟ้องเรียกให้คู่ความฝ่ายโจทก์หรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเดิมเข้ามาในคดีเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทของ ป. จำเลยเช่าบ้านพิพาทจากภริยาป. ครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อีกต่อไปขอให้บังคับจำเลยออกจากบ้านพิพาทและชำระค่าเช่าที่ค้างกับค่าเสียหาย การที่จำเลยฟ้องแย้งว่า ป.ให้คำมั่นว่าจะขายบ้านและที่ดินพิพาทให้จำเลย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์กับ ป. และให้ ป. จดทะเบียนโอนขายให้จำเลยนั้นฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ทั้งเป็นการขอให้บังคับบุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความด้วย จึงไม่ชอบที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อบ้านเลขที่ 165/1 ถนนมะลิวัลย์ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยที่ดินโฉนดเลขที่ 61544 ของนายประสิทธิ์ บุญรอด เพื่อทำการค้าขายจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวกับภริยาของนายประสิทธิ์ครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวต่อไป ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านของโจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยไม่ได้ชำระค่าเช่าบ้านแก่โจทก์ 2 เดือน ๆ ละ 3,000 บาท เป็นเงิน 6,000 บาท และการที่จำเลยไม่ยอมออกจากบ้านเช่าทำให้โจทก์ต้องเช่าบ้านจากบุคคลอื่นเสียค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาทเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาทและโจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับธนาคารเดือนละ 8,000 บาทเนื่องจากการที่โจทก์ซื้อบ้านและที่ดินแล้วแต่เข้าไปทำการค้าขายไม่ได้เป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 16,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 26,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมด้วยบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 165/1 ดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเช่ากับค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 26,000 บาท และค่าเช่ากับค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องอีกเดือนละ 13,000 บาท จนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านเช่าของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า บ้านและที่ดินพิพาทตามฟ้องนั้นปกติเช่ากันในอัตราเดือน 2,000 บาท การที่โจทก์เรียกเงินค่าเสียหายมานั้นไม่เป็นความจริงเพราะโจทก์อยู่ในบ้านตามฟ้องอย่างเป็นเจ้าของมาเป็นเวลานานแล้วและการที่โจทก์จะไปเช่าบ้านบุคคลอื่นในอัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท และต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยให้กับธนาคารเดือนละ 8,000 บาท ก็ไม่เกี่ยวกับที่โจทก์อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทแต่ประการใด บ้านพร้อมที่ดินพิพาทนายประสิทธิ์ บุญรอดได้ให้คำมั่นว่าจะขายให้จำเลย จำเลยได้วางมัดจำไว้แล้วตกลงชำระส่วนที่เหลือพร้อมโอนทะเบียนแต่กลับนำไปขายให้โจทก์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายบ้านพร้อมที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายประสิทธิ์บุญรอด และให้บังคับนายประสิทธิ์โอนบ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้จำเลยพร้อมกับรับชำระเงินส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งนั้นเห็นว่า ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมให้ยกฟ้องแย้ง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยพร้อมด้วยบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 165/1 ถนนมะลิวัลย์ ตำบลในเมืองอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องบ้านดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะออกจากบ้านดังกล่าวของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ส่วนฟ้องแย้งนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเช่ากับค่าเสียหายจากจำเลย โดยอ้างว่าโจทก์ได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทของนายประสิทธิ์ บุญรอดจำเลยได้เช่าบ้านพิพาทจากภริยานายประสิทธิ์ครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อีกต่อไปที่จำเลยฟ้องแย้งว่านายประสิทธิ์ให้คำมั่นว่าจะขายบ้านและที่ดินพิพาทให้จำเลย โดยได้ตกลงราคาและวางเงินมัดจำกันแล้วจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายประสิทธิ์และให้นายประสิทธิ์จดทะเบียนโอนขายบ้านและที่ดินพิพาทให้จำเลย ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องคนประเด็นกันและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ทั้งเป็นการขอให้บังคับบุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความด้วย ชอบที่จำเลยจะนำคดีไปฟ้องร้องเป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1090/2537 นาย อนันต์ สุทินฤกษ์ โจทก์ นาง ทุเรียน ปา ทา น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย อนันต์ สุทินฤกษ์ · จำเลย - นาง ทุเรียน ปา ทา น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ คำอ่อน · สมศักดิ์ วิธุรัติ · สมพงษ์ สนธิเณร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2494/2553ฎีกา 685/2550ฎีกา 1022/2552ฎีกา 7154/2551ฎีกา 7903/2568ฎีกา 6258/2550ฎีกา 1117/2527ฎีกา 778/2538ฎีกา 1016/2485ฎีกา 5385/2548ฎีกา 5111/2543ฎีกา 3202/2559ฎีกา 2444/2542ฎีกา 58/2531ฎีกา 4176/2528ฎีกา 6058/2551ฎีกา 103/2485ฎีกา 5263/2545ฎีกา 352/2498ฎีกา 2147/2525ฎีกา 8910/2544ฎีกา 621/2488ฎีกา 2082/2543ฎีกา 6373/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ