⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3289/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตศาลแพ่งได้ หากศาลได้อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14 (4) แล้ว.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างต่อศาลแพ่งโดยระบุในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ใน กรุงเทพมหานคร ศาลแพ่งสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้แล้ว แต่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์จึงแก้ฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองใหม่ ศาลแพ่งอนุญาตและในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งอนุญาต เมื่อศาลแพ่งมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งและจำเลยมีภูมิลำเนานอกเขตศาลแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14 (4) ได้ด้วยและศาลแพ่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งได้ตามคำร้องขอของโจทก์แล้ว แม้คำร้องขอของโจทก์จะยื่นเข้ามาภายหลังจากยื่นคำฟ้องแล้วก็ตามย่อมแสดงว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลแพ่งมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไปได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ทำการนำสินค้าของจำเลยเข้ามาและส่งออกไปนอกประเทศหลายครั้งเสียค่าใช้จ่าย รวมเป็นเงิน ๕๙,๘๙๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งเพราะจำเลยทั้งสองมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งแต่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสมุทรสาครทั้งมูลคดีไม่ได้ เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแพ่งด้วย การขออนุญาตฟ้องคดีจะต้องยื่นคำร้องมาพร้อมกับคำฟ้องแต่โจทก์ยื่นคำร้องภายหลังจากได้ยื่นคำฟ้องแล้วเป็นการไม่ ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๖๒,๒๖๘.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๕๙,๘๙๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่าที่ศาลแพ่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งโดยระบุในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่แขวงจักรวรรดิ์เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งศาลแพ่งสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้แล้วต่อมาส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองในเขตอำนาจของศาลแพ่งไม่ได้เพราะปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาครโจทก์จึงขอแก้ฟ้องโดยขอแก้ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองใหม่ศาลแพ่งอนุญาตและในวันเดียวกันนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์พิเคราะห์แล้วเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ (๒) บัญญัติถึงการยื่นคำฟ้องไว้ว่าให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้นแต่ถ้าโจทก์ประสงค์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นให้โจทก์ยื่นคำร้องแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลนั้น ๆ จะเป็นการสะดวกศาลจะใช้ดูลพินิจอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอนั้นก็ได้ จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ นี้เป็นบทบัญญติที่ใช้แก่ศาลทั่วไปแต่สำหรับศาลแพ่งแล้วยังมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจศาลแพ่งและจำเลยมีภูมิลำเนานอกเขตศาลแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา๑๔ (๔) อีกด้วยสำหรับคดีนี้เมื่อศาลแพ่งอนุญาตให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งได้ตามคำร้องขอของโจทก์แล้วแม้คำร้องขอของโจทก์จะยื่นเข้ามาภายหลังจากยื่นคำฟ้องแล้วก็ตามย่อมแสดงว่าศาลแพ่งใช้ดุลพนิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๔ (๔) แล้วไม่ว่ามูลคดีจะเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ศาลแพ่งก็ใช้ดุลพินิจอนุญาตได้กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่ามูลกรณีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแพ่งหรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสองยดขึ้นเป็นข้อฎีกาอนึ่งที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตามคำร้องขออนุญาตฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าโจทก์มีความมุ่งหมายขออนุญาตฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ (๒) นั้นเห็นว่าตามคำร้องของโจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์ขออนุญาตฟ้องตามมาตรา ๔ (๒) แต่อย่างใดแม้ข้อความในคำร้องของโจทก์บางตอนจะเข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ (๒) บ้างก็ตามศาลแพ่งก็มีอำนาจรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาได้โดยอาศัยอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๔ (๔) ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3289/2530 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพโอเนียร์แอร์เฟรท ฯ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแปซิฟิคการทอ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดไพโอเนียร์แอร์เฟรท ฯ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดแปซิฟิคการทอ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสงี่ยม ทวีชัยการ · ยนต์ พิรวินิจ · พลจิตต์ ดียืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายไมตรี กลั่นนุรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1293/2518ฎีกา 105/2537ฎีกา 330/2527ฎีกา 2098/2519ฎีกา 3140/2538ฎีกา 204/2546ฎีกา 5743/2534ฎีกา 248-249/2494ฎีกา 1208/2498ฎีกา 2239/2533ฎีกา 1272/2539ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 3932/2549ฎีกา 9677/2539ฎีกา 4896/2543ฎีกา 2868/2532ฎีกา 1242/2526ฎีกา 2437/2540ฎีกา 6513/2557ฎีกา 108/2499ฎีกา 4874/2537ฎีกา 828/2550ฎีกา 10553/2551ฎีกา 2509/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา