คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องระบุภูมิลำเนาของจำเลยไว้ชัดแจ้ง และจำเลยเองก็เคยระบุภูมิลำเนาของตนไว้ในคดีอื่นต่อศาลเดียวกันว่าอยู่ในเขตศาลนั้น ถือว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตามที่โจทก์ฟ้อง และศาลมีอำนาจรับฟ้องไว้พิจารณา.
ย่อคำพิพากษา
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงภูมิลำเนาของจำเลยไว้ชัดแจ้งแล้วว่าอยู่ในเขตศาลแพ่ง ทั้งตามฟ้องที่จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่งนั้น จำเลยก็ระบุว่าตนมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่เดียวกัน ในชั้นนี้จึงฟังข้อเท็จจริงไว้ก่อนว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งตามที่โจทก์บรรยายฟ้องชอบที่จะต้องรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2).
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ในฐานะตัวแทนผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศและในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ แถลงข่าวอันเป็นเท็จต่อหนังสือพิมพ์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๒๘ เกี่ยวกับการที่โจทก์ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้นำคำแถลงข่าวดังกล่าวไปตีพิมพ์เผยแพร่ทำให้โจทก์เสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๓ ผู้รับมอบอำนาจยังได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งพร้อมทั้งแถลงข่าวต่อหนังสือพิมพ์กล่าวหาโจทก์เรื่องเดียวกันนี้อีก ซึ่งหนังสือพิมพ์ก็ได้ลงตีพิมพ์ข่าวอันเป็นเท็จนั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยที่ ๓ ยังได้แถลงข่าวต่อหนังสือพิมพ์อีกว่า จำเลยที่ ๔ จะจัดพิมพ์และแจกจ่ายสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ในประเทศในต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และจำเลยที่ ๔ ได้โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์และมีหนังสือถึงบริษัทห้างร้านทั่วไปเพื่อหาโฆษณาสำหรับลงในสมุดรายนามที่จำเลยที่ ๔ จะจัดพิมพ์ขึ้น จำเลยกระทำการดังกล่าวโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ในประเทศไทย ทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ที่จะลงโฆษณาธุรกิจในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์และจงใจกลั่นแกล้งขัดขวางการดำเนินงานจัดหาโฆษณาของโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงธุรกิจตลอดจนทางทำมาหาได้และทางเจริญของโจทก์คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๒,๖๓๒,๓๘๒,๕๐๐ บาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่หยุดการหาลูกค้าเพื่อโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ และห้ามจำเลยทั้งสี่จัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ด้วย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ไว้ แจ้งชัดแล้วว่า จำเลยที่ ๑ อยู่บ้านเลขที่ ๕๑๘/๔ อาคารสิริณี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่ง ทั้งตามฟ้องของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๖๐๓/๒๕๒๘ ก็ได้ระบุภูมิลำเนาของจำเลยไว้ว่า จำเลยที่ ๑ อยู่บ้านเลขที่ ๕๑๘/๔ อาคารสิริณี ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกันกรณีควรฟังข้อเท็จจริงไว้ก่อนว่าจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ชอบที่จะต้องรับฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๒) ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาต่อไป.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2530
บริษัทเอทีแอนด์ที อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ โจทก์
บริษัทจีทีอี ไดเรคตอรี่ส์ คอร์ปอเรชั่น กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเอทีแอนด์ที อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ · จำเลย - บริษัทจีทีอี ไดเรคตอรี่ส์ คอร์ปอเรชั่น กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา