⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1126/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ปัญหาเรื่องการปิดอากรแสตมป์บนหนังสือมอบอำนาจครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่สามารถยกขึ้นอ้างได้ในชั้นอุทธรณ์ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและเพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ ก.ได้แต่งตั้งให้ น. และหรือ ว. เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการต่าง ๆแทนห้างหุ้นส่วนได้แก่ ฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ดำเนินคดี และดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาในศาลทั้งหลายของประเทศไทยหรือองค์การใด ๆ ของรัฐบาลในประเทศไทยต่อจำเลยทั้งห้า ฟ้องร้องดำเนินคดีล้มละลายแก่ลูกหนี้ในประเทศไทยและกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนี้ เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ค่าอากรจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7(ค) ท้ายประมวลรัษฎากร แม้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 จะลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว แต่ก็เป็นการกระทำในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญ ก.หาใช่โจทก์ทั้งสามต่างคนต่างมอบอำนาจเป็นการเฉพาะตัวไม่ เมื่อเป็นการมอบอำนาจให้บุคคล 2 คน ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์สำหรับผู้รับมอบอำนาจคนละ 30 บาทหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 60 บาท เท่านั้น การปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 113 และ 114ก็ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินอากรจนครบพร้อมเงินเพิ่มอากรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยในชั้นสืบพยานโจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมอีก 150 บาท จากที่ปิดอากรแสตมป์ไว้เดิมเพียง 30 บาทซึ่งมากกว่าจำนวนที่ต้องปิดตามกฎหมาย พร้อมทั้งขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้วแม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้เสียเงินเพิ่มอากรศาลก็รับฟังหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเป็นพยานหลักฐานได้โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาเป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคแรก (เดิม) คดีพิพาทเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเล ซึ่ง ป.พ.พ.มาตรา 609 วรรคสอง กำหนดให้บังคับตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการนั้น แต่ปรากฏว่าขณะเกิดข้อพิพาทยังไม่มีกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับทั้งไม่ปรากฏจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 รับขนมาใช้บังคับโดยถือเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติว่าผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นบุบสลายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการบุบสลายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับขนส่งสินค้าลำไยพิพาทโดยมีหน้าที่ต้องจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นสำหรับควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2มอบตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำการขนส่งเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเรือบรรทุกสินค้า จำเลยที่ 2เป็นผู้ว่าจ้างโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าเป็นการส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นภายในบรรจุลำไยสดจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงทราบดีว่าสินค้าภายในตู้เป็นผลไม้สดที่ต้องใช้ตู้ทำความเย็นเพื่อรักษาความสดของผลไม้ไว้ เหตุที่จำเลยที่ 3และที่ 4 อ้างว่าสินค้าลำไยพิพาทต้องเสียหายเป็นเพราะความบกพร่องของตู้คอนเทนเนอร์ ท่อน้ำยารั่ว ตู้ดังกล่าวจึงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้ เจ้าหน้าที่เรือไม่อาจซ่อมแซมขณะเรือแล่นอยู่ในทะเลได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบุบสลายหรือเสียหายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าสินค้าต้องบุบสลายหรือเสียหายเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือผู้รับตราส่งแต่อย่างใด การขนส่งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดจำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดร่วมกันในการบุบสลายหรือเสียหายนั้นต่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4และที่ 5 ผู้รับตราส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.616 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.618 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.801 ประมวลรัษฎากร ม.104 ประมวลรัษฎากร ม.113 ประมวลรัษฎากร ม.114 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประกอบธุรกิจขายผักและผลไม้ในประเทศสิงคโปร์ โดยใช้ชื่อทางการค้าห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ คดีนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้มอบอำนาจให้นายนพพันธ์เมืองโคตรและ/หรือนายเวคิน สุวรรณคีรี เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยทั้งห้าต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเป็นผู้รับขนส่งสินค้าและคนโดยสารระหว่างประเทศโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยที่ 3และที่ 4 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าจำพวกผลไม้สดจากกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยไปยังสิงคโปร์กับโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงรับขนส่งผลไม้สดและจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นสำหรับควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่งและทำการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นซึ่งบรรจุผลไม้สดที่โจทก์ที่ 1ส่งมอบให้ไปยังประเทศสิงคโปร์ สัปดาห์ละ 2 ตู้ โดยทำการขนส่งครั้งละ 1 ตู้ รวม 10 เที่ยว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นที่มีคุณภาพดีและควบคุมอุณหภูมิของผลไม้สดที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ในระหว่างขนส่งทางเรือให้มีระดับบวก 2 องศาเซนติเกรด ถ้าเครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ไม่ทำงานหรืออุปกรณ์เครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์บกพร่องทำให้ผลไม้สดที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ที่ 1ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้มอบหมายให้โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนในการจัดส่งสินค้าลำไยสดเพื่อทำการขนส่งไปยังประเทศสิงคโปร์และส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อคือห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ โจทก์ที่ 1จึงได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำการขนส่งโดยได้มอบลำไยจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำไปบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ขนาด40 ฟุต ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ให้มีอุณหภูมิบวก 3 องศาเซนติเกรด แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่มีเรือบรรทุกสินค้าไปประเทศสิงคโปร์ และไม่มีผู้ขนส่งทอดสุดท้ายที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงได้มอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ทำการขนส่งต่ออีกทอดหนึ่งจากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ และเนื่องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ยอมทำการขนส่งทอดสุดท้ายที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีใบตราส่งทางเรือที่จะออกให้แก่โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงติดต่อขอให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ออกใบตราส่งทางเรือ ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ออกใบตราส่งทางเรือโดยระบุว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ส่งสินค้าห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ เป็นผู้รับตราส่งและระบุให้บริษัทเฟรทแมนเนจเม้นท์ (พีอีที) จำกัด ซึ่งเป็นตัวการของจำเลยที่ 5 ในประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้าย เพื่อแจ้งการมาของเรือบรรทุกสินค้าตลอดจนรับแลกใบตราส่งทางเรือและออกใบปล่อยสินค้า โดยโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จะเป็นผู้มารับสินค้าจากบริษัทเฟรทแมนเนจเม้นท์ (พีทีอี) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์และโจทก์ที่ 2 จะได้นำใบตราส่งทางเรือของจำเลยที่ 5 เป็นเอกสารประกอบการเบิกเงินจากธนาคารพาณิชย์ ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2527เรือบรรทุกสินค้า"ธนะภูมิ"ได้เดินทางไปถึงประเทศสิงคโปร์เมื่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไปรับสินค้าจากบริษัทเฟรทแมนเจเม้นท์ (พีทีอี) จำกัด ปรากฏว่าสินค้าลำไยที่ส่งไปเสียหาย ลำไยเกือบจะบูดเน่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นที่ชำรุดบกพร่อง เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สินค้าลำไยสดระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ร่วมขนส่งและได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ทำการขนส่ง และจำเลยที่ 5 ในฐานะตัวแทนของผู้ขนส่งทอดสุดท้ายซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ และเป็นผู้ออกใบตราส่งทางเรือ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้าที่ต้องขายลำไยไปในราคาต่ำมาก ทำให้โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 ต้องขาดทุนเป็นเงิน 28,000 เหรียญสิงคโปร์ โจทก์ทั้งห้าได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาและไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 343,560 บาทให้โจทก์ทั้งห้า พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเงินเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5ไม่ได้มอบอำนาจให้นายนพพันธ์ เมืองโคตร และ/หรือ นายเวคินสุวรรณคีรี เป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ทำการขนส่งลำไยสด จากกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยไปยังประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยตกลงรับขนส่งลำไยสดพร้อมทั้งจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นควบคุมอุณหภูมิให้โจทก์ที่ 1 ลำไยเป็นพืชผลทางการเกษตรโดยธรรมชาติเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ความสดของลำไยย่อมลดลงไปตามกาลเวลาจึงเป็นเหตุให้เปลือกลำไยสดเปลี่ยนสีไป หากเกิดความเสียหายจริงอย่างมากไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5มิได้มอบอำนาจให้นายนพพันธ์ เมืองโคตร และหรือนายเวคินสุวรรณคีรี เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้ทำการขนส่งหรือร่วมกับจำเลยที่ 4 ทำการขนส่งลำไยจากประเทศไทยไปยังประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนทำสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ "ธนะภูมิ" ผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวถ้าหากโจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหายก็ต้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 4ซึ่งเป็นตัวการโดยตรง โจทก์ทั้งห้ามิได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ทำการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รายพิพาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งห้าจำเลยที่ 4 รับจ้างขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รายพิพาทจากจำเลยที่ 2โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้บรรจุและตรวจสินค้าลงในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นของจำเลยที่ 2 เอง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตั้งอุณหภูมิของเครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทำการดังกล่าว ถ้าเครื่องทำความเย็นของตู้คอนเทนเนอร์ไม่สามารถทำความเย็นตามที่ต้องการได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากขณะนั้นเรือยังอยู่ในทะเลและเป็นความชำรุดภายในตู้คอนเทนเนอร์ เพราะท่อส่งแก๊สแอมโมเนียภายในตู้แตก ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเงิน 343,560 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาเฉพาะระหว่างโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า โจทก์ที่ 3ที่ 4 และที่ 5 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3และที่ 4 มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและเพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม จำเลยที่ 3 และที่ 4ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ได้แต่งตั้งให้นายนพพันธ์และ/หรือนายเวคินเป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ฟ้องร้อง ต่อสู้คดี ดำเนินคดี และดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาในศาลทั้งหลายของประเทศไทยหรือองค์การใด ๆ ของรัฐบาลในประเทศไทยต่อจำเลยทั้งห้า ฟ้องร้องดำเนินคดีล้มละลายแก่ลูกหนี้ในประเทศไทย และการกระทำการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึง 5 ดังนี้ เป็นการมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ค่าอากรจึงต้องคิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจคนละ 30 บาทตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7(ค) ท้ายประมวลรัษฎากร แม้โจทก์ที่ 3ที่ 3 และที่ 5 จะลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว แต่ก็เป็นการกระทำในนามของห้างหุ้นส่วนสามัญเกียงเซ้งเฟรชฟรุ๊ตส์ หาใช่โจทก์ทั้งสามต่างคนต่างมอบอำนาจเป็นการเฉพาะตัวไม่ เมื่อเป็นการมอบอำนาจให้บุคคล 2 คน ต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์สำหรับผู้รับมอบอำนาจคนละ 30 บาท หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 60 บาทเท่านั้น ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ถึง 180 บาท ดังฎีกาของจำเลยที่ 3และที่ 4 และการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนประมวลรัษฎากร มาตรา 113และ 114 ก็ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินอากรจนครบพร้อมเงินเพิ่มอากรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นสืบพยานโจทก์ได้ปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมอีก 150 บาท จากที่ปิดอากรแสตมป์ไว้เดิมเพียง30 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ต้องปิดตามกฎหมายพร้อมทั้งขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ได้เสียเงินเพิ่มอากร ศาลก็รับฟังหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา เมื่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5ได้รับสินค้าแล้วพบว่าสินค้าเสียหายจะต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งและผู้ส่งสินค้าทราบเพื่อให้ผู้ขนส่งและผู้ส่งสินค้าส่งตัวแทนไปร่วมเป็นพยานในการตรวจสอบกับผู้รับสินค้า แต่ผู้รับสินค้าไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดหลักสากลทั่วไปและรายงานการสำรวจความเสียหายเอกสารหมาย ล.2 ไม่ถูกต้อง เพราะผู้สำรวจเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 2 ได้รายงานเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งในเที่ยวเดินเรือวันที่ 14 กรกฎาคม 2527 แต่ที่โจทก์นำมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 นั้นเป็นสินค้าที่อ้างว่าส่งโดยเที่ยวเดินเรือวันที่25 กรกฎาคม 2527 ซึ่งเป็นคนละเที่ยวกันแม้จะเป็นเรือธนะภูมิลำเดียวกันก็ตาม โจทก์จึงไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก (เดิม) ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4ฎีกาว่า เหตุที่สินค้าลำไยพิพาทเสียหายนั้นเป็นเพราะความบกพร่องของตู้คอนเทนเนอร์ ท่อน้ำยารั่ว ตู้ดังกล่าวจึงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำดีที่สุดเพื่อบรรเทาความเสียหายแล้ว เจ้าหน้าที่เรือไม่อาจซ่อมแซมตู้คอนเทนเนอร์ขณะเรือแล่นอยู่ในทะเลได้ ความบกพร่องของตู้คอนเทนเนอร์มิได้เกิดจากกระแสไฟฟ้าภายในเรือขัดข้อง จึงถือไม่ได้ว่าความเสียหายเกิดจากการขนส่งของเรือธนะภูมิ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเล ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 609 วรรคสอง กำหนดให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้น แต่ปรากฏว่าขณะเกิดข้อพิพาทยังไม่มีกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับ ทั้งไม่ปรากฏจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าว จึงต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 8 รับขน มาใช้บังคับโดยถือเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ปัญหานี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติว่าผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นบุบสลายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการบุบสลายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2รับขนส่งสินค้าลำไยพิพาทโดยมีหน้าที่ต้องจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นสำหรับควบคุมอุณหภูมิในขณะขนส่ง จำเลยที่ 1และที่ 2 มอบตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำการขนส่งเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า เป็นการส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความเย็นโดยภายในบรรจุลำไยสด ดังนี้ จำเลยที่ 3และที่ 4 จึงทราบดีว่าสินค้าภายในตู้เป็นผลไม้สดที่ต้องใช้ตู้ทำความเย็นเพื่อรักษาความสดของผลไม้ไว้ เหตุที่จำเลยที่ 3และที่ 4 อ้างว่าสินค้าลำไยพิพาทต้องเสียหายในฎีกาดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการบุบสลายหรือเสียหายอันเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าสินค้าพิพาทต้องบุบสลายหรือเสียหายเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือผู้รับตราส่งแต่อย่างใดการขนส่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอด จำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดร่วมกันในการบุบสลายหรือเสียหายนั้นต่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5ผู้รับตราส่ง ตามมาตรา 618 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1126/2537 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็น ทรัลเฟรทอินเตอร์เนชั่นแนล กับพวก โจทก์ บริษัท สยาม สก๊อต จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็น ทรัลเฟรทอินเตอร์เนชั่นแนล กับพวก · จำเลย - บริษัท สยาม สก๊อต จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมาน เวทวินิจ · สังเวียน รัตนมุง · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 991/2548ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1479/2526ฎีกา 4432/2534ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา