⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 133/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนตามทำนองคลองธรรม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ย่อคำพิพากษา

เมื่อมีข่าวหนังสือพิมพ์พาดพิงถึงโจทก์จำเลย จำเลยจึงชี้แจงข่าวดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามทำนองคลองธรรม ไม่เป็นหมิ่นประมาท หนังสือพิมพ์ลงข่าวการให้สัมภาษณ์ของ ส. ว่ามีการทุจริตทำให้ทางราชการเสียหาย ส.จึงได้นำเรื่องไปแจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทราบ เป็นเหตุให้ ส. กับโจทก์และพวกถูกตั้งกรรมการสอบสวนฐานนำความลับของทางราชการไปเปิดเผย และได้กล่าวพาดพิงถึงจำเลยด้วย จำเลยจึงให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์ว่ามีข้าราชการเสนอให้ปลดโจทก์เพราะมีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงถือว่าเป็นการพูดชี้แจงข่าวให้เหตุผลที่จำเลยไม่สามารถปกป้องโจทก์ได้โดยสุจริตใจ เพื่อป้องกันตนและส่วนได้เสียของตนที่ถูก ส.พูดพาดพิงถึง เป็นวิสัยของปกติชนย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1)(3)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.329

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2532เวลากลางวัน จำเลยใส่ความโจทก์ต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์มติชนและไทยรัฐรายวัน เพื่อให้นำข้อความที่ให้สัมภาษณ์ลงพิมพ์โฆษณาและหนังสือดังกล่าวได้พิมพ์โฆษณาแล้วว่า อธิบดีกรมสามัญศึกษาได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองพัสดุและอุปกรณ์การศึกษานำความลับของราชการเรื่องทุจริตเครื่องกลึงไปเปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวและทีวี นำความลับของราชการในการจัดซื้ออุปกรณ์ส่งเสริมการสอนไปเปิดเผย และเคยมีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหลายคนเสนอให้ปลดโจทก์ออกจากราชการอันเป็นเท็จทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชังเหตุเกิดทั่วราชอาณาจักรและที่แขวงบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 326,328, 332 และขอให้ยึดหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและไทยรัฐรายวันฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2532 ทำลายเสียกับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและไทยรัฐรายวันรวม 3 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84, 326, 328, 332 แต่เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 กับให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและไทยรัฐรายวันเป็นเวลา 1 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ส่วนคำขอให้ยึดหนังสือพิมพ์นั้นเมื่อหนังสือพิมพ์ดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศแล้วจึงไม่อาจยึดมาได้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่4 กันยายน 2532 จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า อธิบดีกรมสามัญศึกษาได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองพัสดุและอุปกรณ์การศึกษา นำความลับของราชการเรื่องทุจริตเครื่องกลึงไปเปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวและทีวี นำความลับของราชการในการจัดซื้ออุปกรณ์ส่งเสริมการสอนไปเปิดเผย และเคยมีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหลายคนเสนอให้ปลดโจทก์ออกจากราชการในวันที่ 5 กันยายน 2532 หนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของจำเลยดังกล่าว ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1และหมาย จ.2 ปัญหาจึงมีว่าการให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นความผิดตามคำฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏว่าในวันที่ 4 กันยายน 2532หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้ลงข่าวพาดพิงถึงจำเลยมีหัวเรื่องว่า"วิ่งวุ่นพบกรรมาธิการการศึกษาให้ความคุ้มครองทางกฎหมายสอบ5 ข้าราชการ กรมสามัญศึกษานำความลับให้ ส.ส. ยำ ศธ." ซึ่งเนื้อหาของข่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ว่านายโกวิท วรพิพัฒน์ อธิบดีกรมสามัญศึกษา ได้ลงนามในหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการสังกัดกองพัสดุและอุปกรณ์การศึกษากรมสามัญศึกษา 5 คน กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องนำความลับของทางราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อรายการงานส่งเสริมการสอนของกรมสามัญศึกษาไปเปิดเผย ส.ส. เพื่อเปิดอภิปรายการปฏิบัติงานของกระทรวง ข้าราชการดังกล่าวได้แก่นายบุศรินทร์ปัทมาคม ผู้อำนวยการกองพัสดุและอุปกรณ์การศึกษา และ ฯลฯรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2532 นายสุวิทย์ เชยชมผู้ถูกสอบสวนนายหนึ่งได้ทำหนังสือถึงนายสมาน ใจปราณี รองโฆษกคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ขอความคุ้มครอง หนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่นายสมานได้ทราบเรื่องกรณีที่มีผู้ขายชุดส่งเสริมการสอนให้สำนักงานโครงการพิเศษกรมสามัญศึกษา ซึ่งตนและเพื่อนได้หลักฐานแน่ชัดว่า มีการขายของปลอมและราคาสูงจากราคาท้องตลาดอย่างมากทำให้ข้าราชการเสียหาย การที่ตนให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป ทำให้ต้องถูกสอบสวนทางวินัยฐานนำความลับไปให้แก่ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) ส่งผลให้ได้รับความทุกข์แสนสาหัสซึ่งอาจถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นถูกออกจากทางราชการหนังสือฉบับนี้ระบุอีกว่าพวกตนได้จัดทำรายงานเรื่องนี้ต่อพลเอกมานะ รัตนโกเศศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบุคคลทั้งสองได้ให้กำลังใจ โดยกล่าวว่าเป็นผู้กล้าหาญเสียสละและกระทำการถูกต้องพร้อมกันนั้นได้รับปากจะให้ความคุ้มครองดูแลปูนบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ แต่จนถึงขณะนี้ตนและเพื่อนต้องถูกสอบวินัยเรื่องดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีมูลเหตุที่จะสอบสวนได้ เพราะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของข้าราชการเสนอต่อผู้บังคับบัญชาและต่อคณะกรรมการการศึกษาฉะนั้นเมื่อไม่ได้รับรองคุ้มครองป้องกันสิทธิและบังคับตามกฎหมายอันชอบ จึงขอให้คณะกรรมาธิการการศึกษาให้ความคุ้มครองตามกฎหมายในกรณีนี้ด้วย ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.21 ในวันที่4 กันยายน 2532 จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์มติชนและไทยรัฐ ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาโดยตลอดแล้ว เห็นว่าเป็นการชี้แจงข่าวที่พาดพิงถึงจำเลย จำเลยมีความชอบธรรมที่จะกระทำเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามทำนองคลองธรรมได้ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ว่า มีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการหลายคนเสนอเรื่องขอให้ปลด นายบุศรินทร์ ปัทมาคม เพราะมีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงประมาณ 5 คดีด้วยกัน นายชัยภักดิ์และผู้ใหญ่กระทรวงศึกษาธิการหลายคนเห็นด้วยให้ปลดนายบุศรินทร์ ปัทมาคมเผยก่อนหน้านั้นจะให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่แล้ว แล้วไม่ได้เป็นและว่านายบุศรินทร์ไม่เลิกลา ฯลฯ นั้นเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตและไม่เป็นการป้องกันส่วนได้เสียของตนตามทำนองคลองธรรมนั้น เห็นว่าคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นคำให้สัมภาษณ์ชี้แจงข่าวให้เหตุผล ที่จำเลยไม่สามารถปกป้องโจทก์ได้โดยสุจริตใจ เพื่อป้องกันตน และส่วนได้เสียของตนที่ถูกนายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์พาดพิงถึง เป็นวิสัยของปกติชนย่อมกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1)(3) ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2537 นาย บุศรินทร์ ปัท มา คม โจทก์ นาย ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย บุศรินทร์ ปัท มา คม · จำเลย - นาย ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 347/2519ฎีกา 4324/2552ฎีกา 3/2542ฎีกา 1140/2522ฎีกา 117/2529ฎีกา 437/2505ฎีกา 256/2518ฎีกา 1543/2519ฎีกา 858/2523ฎีกา 933/2493ฎีกา 3553/2550ฎีกา 108/2525ฎีกา 846/2505ฎีกา 1342/2517ฎีกา 613/2532ฎีกา 4960/2533ฎีกา 8511/2554ฎีกา 2143/2530ฎีกา 1756/2521ฎีกา 1077/2504ฎีกา 990/2508ฎีกา 406/2567ฎีกา 1183/2510ฎีกา 1124/2507
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ