⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4874/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4874/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การสละประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถาน ทำให้ประเด็นนั้นสิ้นสุดลงและไม่อาจยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้อีก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของ ส. จำเลยที่ 2 ที่ 3เป็นบิดามารดาและผู้ดูแลปกครองจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และจำเลยที่ 1 กับพวกได้ทำร้าย ส.เป็นเหตุให้ส. ถึงแก่ความตายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์มิได้เป็นมารดาหรือผู้ปกครองโดยชอบธรรมของ ส. ฟ้องโจทก์ขาดอายุความจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบตนเองแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อ ส.ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ฟ้องสูงเกินไป คดีอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญายังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งว่า "จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่" และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในภายหลังว่า "คู่ความแถลงขอให้รอฟังผลคดีอาญาจนถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับผลของคดีอาญาดังกล่าวเมื่อถึงที่สุด คดีมีประเด็นเรื่องค่าเสียหายเท่านั้น" ดังนี้คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3มิใช่บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ เพราะมีบุคคลภายนอกได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมก่อนเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทข้อดังกล่าว ซึ่งคู่ความได้สละประเด็นไปแล้ว คงเหลือประเด็นเรื่องค่าเสียหายเท่านั้น แม้ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขคำให้การก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ และข้ออื่น ๆ เว้นแต่เรื่องค่าเสียหายเปลี่ยนแปลงไปคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีจึงชอบที่ศาลจะไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นมารดาของนายสมเกียรติ จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบิดามารดาและผู้ดูแลปกครองจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2526 จำเลยที่ 1 กับพวกได้เข้าทำร้ายนายสมเกียรติ เป็นเหตุให้นายสมเกียรติได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดขณะเกิดเหตุอายุ 18 ปี อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลมิให้บุตรก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่นจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 655,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์เป็นหญิงมีสามีไม่ได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์มิได้เป็นมารดาหรือผู้ปกครองโดยชอบธรรมของนายสมเกียรติตรีกนกพันธ์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบตนเองแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2ที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อนายสมเกียรติผู้ตายค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ฟ้องสูงเกินไปรวมแล้วอย่างมากไม่ควรเกิน 10,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญายังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำผิด โจทก์ชิงฟ้องทางแพ่งก่อนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วต่อมามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยื่นคำร้องขออนุญาตแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาว่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ 2 ที่ 3 อ้างเหตุผลเพิ่มเติมข้อต่อสู้ในคำให้การเดิมว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 มิใช่บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ เพราะนายเนตร โพธิรุ่ง ได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 1เป็นบุตรบุญธรรมก่อนเกิดเหตุคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3เป็นคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขอศาลฎีกาสั่งรับคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ 2 ที่ 3 นั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 3. ว่า "จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่"ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 22 มกราคม2529 ว่า "คู่ความแถลงขอให้รอฟังผลคดีอาญาจนถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ย่อมรับผลของคดีอาญาดังกล่าวเมื่อถึงที่สุดคดีมีประเด็นเรื่องค่าเสียหายเท่านั้น" ดังนี้ คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทข้อ 3. ซึ่งคู่ความได้สละประเด็นไปแล้ว คงเหลือประเด็นเรื่องค่าเสียหายเท่านั้นแม้ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขคำให้การก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทข้อ 3. และข้ออื่น ๆ เว้นแต่เรื่องค่าเสียหายเปลี่ยนแปลงไปคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยที่ 2 ที่ 3 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4874/2537 นาง ฉัน ทนา ตรีกนกพันธ์ โจทก์ นาย สมบูรณ์ สกุล พร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ฉัน ทนา ตรีกนกพันธ์ · จำเลย - นาย สมบูรณ์ สกุล พร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6304/2540ฎีกา 2494/2553ฎีกา 839/2545ฎีกา 685/2550ฎีกา 2905/2552ฎีกา 1022/2552ฎีกา 2046/2531ฎีกา 7154/2551ฎีกา 7903/2568ฎีกา 551/2550ฎีกา 6258/2550ฎีกา 1117/2527ฎีกา 778/2538ฎีกา 1016/2485ฎีกา 5385/2548ฎีกา 5111/2543ฎีกา 534/2496ฎีกา 3202/2559ฎีกา 2444/2542ฎีกา 4795/2528ฎีกา 1646/2548ฎีกา 58/2531ฎีกา 4176/2528ฎีกา 6058/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ