⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4995/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ชายหญิงสมัครใจรักใคร่ชอบพอกันและได้เสียกันโดยชายนั้นยังไม่มีภริยามาก่อน และมีเจตนาจะอยู่กินด้วยฉันสามีภริยา แต่ไม่สามารถจัดพิธีหมั้นหรือแต่งงานได้ตามประเพณี การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กกับจำเลยสมัครใจรักใคร่ชอบพอกันโดยจำเลยยังไม่มีภริยามาก่อน และจำเลยได้พาผู้เสียหายไปนอนหลับได้เสียกันก็เพื่อประสงค์จะกินอยู่ด้วยฉันสามีภริยา ต่อมาฝ่ายจำเลยมีเหตุขัดข้องไม่สามารถจัดหาสินสอดและของหมั้นไปสู่ขอผู้เสียหายจากบิดามารดาผู้เสียหายตามประเพณีได้ จึงมิได้อยู่กินด้วยกัน ดังนี้การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุเพียง 19 ปีลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76วางโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและจำเลยว่าผู้เสียหายกับจำเลยรักใคร่ชอบพอกันผู้เสียหายไปหาจำเลยที่คิวรถซึ่งเป็นที่ทำงานของจำเลยหลายครั้ง จนได้เสียกันเมื่อบิดามารดาผู้เสียหายพบเข้าทั้งสองฝ่ายก็ตกลงให้มีการสู่ขอตามประเพณีผู้เสียหายคิดว่าจำเลยจะหมั้นจึงไปหาจำเลยให้พาไปนอนค้าง และจะอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลย แม้บิดามารดาจำเลยให้ผู้เสียหายกลับบ้านไปก่อนก็ไม่ยอมกลับจนกระทั่งบิดามารดาผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมดำเนินคดี การที่ผู้เสียหายกับจำเลยสมัครใจรักใคร่กัน โดยที่จำเลยยังไม่มีภริยามาก่อน ได้พาผู้เสียหายไปนอนหลับได้เสียกันก็เพื่อประสงค์จะกินอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยา แต่ขัดข้องอยู่ที่ไม่สามารถจัดหาสินสอดและของหมั้นไปสู่ขอจากบิดามารดาผู้เสียหายตามประเพณี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องข้อหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 วางโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวมจำคุก12 ปี และลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นั้น เห็นว่า หนักเกินไปไม่เหมาะสมแก่รูปคดี เห็นสมควรแก้ไข" พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ววางโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2537 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย วัฒนา เฉย เผือก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย วัฒนา เฉย เผือก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วุฒิ คราวุฒิ · มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5079/2537ฎีกา 1400/2538ฎีกา 222/2554ฎีกา 156/2565ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 6207/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2557/2531ฎีกา 2879/2540ฎีกา 34/2521ฎีกา 1817/2552ฎีกา 1839/2538ฎีกา 2773/2543ฎีกา 2191/2522ฎีกา 3218/2549ฎีกา 2849-2850/2550ฎีกา 2591/2540ฎีกา 7855/2549ฎีกา 4948/2555ฎีกา 3382/2542ฎีกา 261/2534ฎีกา 582/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ