⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7040/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7040/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรรมสิทธิ์นั้นได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ฟ้องแย้งก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนร้านค้าที่ปลูกอยู่ออกไป จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทร่วมกับโจทก์ถือได้ว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท ศาลจึงพิพากษาว่าที่ดินในเนื้อที่ 44 ตารางวา ในส่วนของจำเลยถือว่าได้แบ่งแยกเป็นส่วนสัดแล้ว จำเลยคงละเมิดสิทธิของโจทก์แต่ในส่วนที่เกิน 44 ตารางวาได้โดยที่จำเลยไม่จำต้องฟ้องแย้งและไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องและข้อต่อสู้ของจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2528 จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเนื้อที่ 64 ตารางวา ตามตราจองเลขที่ 217จากนายบุญช่วย ชูประเสริฐ เจ้าของร่วมคนหนึ่ง มีกำหนดระยะเวลา2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2528 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2530 อัตราค่าเช่าปีละ 2,000 บาท ชำระค่าเช่าปีละหนึ่งครั้งหลังจากเช่าแล้วจำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวทำเป็นร้านขายอาหารครบกำหนดสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญาเช่าต่อและไม่ได้รื้อถอนอาคารออกไป ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2532นายบุญช่วย ชูประเสริฐ กับเจ้าของร่วมอีก 37 คน ได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ 11 ไร่ 26 ตารางวา คงเหลือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 จำนวน 44 ตารางวา โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินที่เช่าต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนร้านค้าที่ปลูกอยู่ในที่ดินตราจองเลขที่ 217 ตำบลบ้านพระอำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ออกไปจากที่ดินที่เคยเช่าจากนายบุญช่วย ชูประเสริฐ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 500 บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะไม่มาเกี่ยวข้องกับที่ดินที่เคยเช่าอีกต่อไป จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องร่วมกับโจทก์ที่ดินยังไม่มีการแบ่งแยก ที่ดินตามฟ้องเป็นที่ไร่ จำเลยทั้งสองได้เช่าที่ดินทำประโยชน์ก่อนโจทก์มาซื้อโดยไม่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน จึงเป็นการขัดกับพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จำเลยทั้งสองมีสิทธิซื้อคืนจากโจทก์ได้โจทก์บอกเลิกการเช่านับถึงวันฟ้องไม่เกินสองเดือน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่เกินเนื้อที่44 ตารางวา ออกไปจากที่ดินตราจองเลขที่ 217 ตำบลบ้านพระอำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินส่วนที่เกิน 44 ตารางวา อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินส่วนที่เกินเนื้อที่ 44 ตารางวา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถือว่าได้แบ่งแยกเป็นสัดส่วนแล้ว คงละเมิดสิทธิของโจทก์ในส่วนที่เกิน 44 ตารางวาซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องรื้อถอนอาคารที่ปลูกรุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไป โดยจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนด้านใดด้านหนึ่งหรือทุกด้านก็ได้ในส่วนที่เกิน 44 ตารางวา หาจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องกำหนดทิศทางให้จำเลยทั้งสองทำการรื้อถอนแต่อย่างใดไม่ แล้วพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้เพียงว่า จำเลยที่ 2เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ จำเลยมิได้ให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่ 44 ตารางวา คือส่วนที่จำเลยทั้งสองได้เช่าและปลูกร้านค้าอยู่ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าที่ดินในเนื้อที่ 44 ตารางวา ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถือว่าได้แบ่งแยกเป็นส่วนสัดแล้ว จำเลยทั้งสองคงละเมิดสิทธิของโจทก์ แต่ในส่วนที่เกิน 44 ตารางวา เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องและข้อต่อสู้ของจำเลยนั้น เห็นว่า การต่อสู้คดีอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทนั้นจำเลยอาจจะให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์โดยมิได้ฟ้องแย้ง หรือจะฟ้องแย้งด้วยก็ได้ ถ้าฟ้องแย้งและฟังได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลย ศาลก็จะบังคับให้ตามฟ้องแย้ง แต่ถ้าหากมิได้ฟ้องแย้งศาลก็จะพิพากษาเพียงให้ยกฟ้องหรือไม่บังคับให้โจทก์ตามฟ้องในคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องร่วมกับโจทก์ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาดังกล่าวข้างต้นได้โดยที่จำเลยทั้งสองไม่จำต้องฟ้องแย้งและไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องและข้อต่อสู้ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7040/2537 นาย สม ชาย ฤกษ์ศุภ ผล โจทก์ นาย เชิญ สืบ จาก พัน ธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม ชาย ฤกษ์ศุภ ผล · จำเลย - นาย เชิญ สืบ จาก พัน ธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สันติ ทักราล · จเร อำนวยวัฒนา · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา